ประเพณีแต่งงานจีน
ประเพณีแต่งงานจีน
ธรรมเนียมแปลว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่นิยมทำ สำหรับธรรมเนียมการแต่งงานแบบจีนนั้น เป็นตัวอย่างธรรมเนียมที่มี
การปรับไปเรื่อยๆ ตามยุคตามสมัยและความนิยม แล้วต่สถานภาพของทั้งสองฝ่าย
เมื่อ 3,200 ปีก่อน คนแซ่เดียวกันห้ามแต่งงานกันเอง เพราะเป็นความช่างสังเกตของคนโบราณว่า พันธุกรรมเริ่มด้อยลง
ทำให้เกิดโรคปัญญาอ่อน อายุสั้น และโรคแปลกๆ ที่รักษาไม่หาย มาถึงยุคนี้ ตราบใดที่ไม่ใช่พี่น้อง ไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้อง ก็หยวนๆ
แต่งงานกันได้ไม่เป็นไร ธรรมเนียมถูกปรับอยู่ตลอดเวลา ถ้ายังเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ก็คงไม่มีใครตำหนิ อย่างเช่น
เรื่องการเตรียมขนมหวาน บางบ้านต้องมี 5 สี 5 อย่าง บางบ้านต้องมี 4 สี 4 อย่าง ถ้าถามว่าบ้านไหนถูก ขอให้มีขนมก็แล้วกัน
สมัยก่อนหมั้นกันเป็นเดือนค่อยแต่ง เดี๋ยวนี้หมั้นเช้าแต่งเย็น แบบไม่หมั้นแต่แต่งเลยก็มี บางยุคพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาว
เตรียมข้าวของเครื่องใช้และของหมั้นให้เยอะมาก เตรียมกระทั่งโลงศพก็มี เพื่อไม่ให้ฝ่ายชายมาดูถูกลูกสาวเขา
ได้ว่าพ่อแม่ไม่ดูแลรับผิดชอบ แต่ปัจจุบันไม่ต้องถึงขนาดนั้น
เรื่องไหนห้าม เรื่องไหนห้ามขาด
ทุกวันนี้ไม่ว่าแต่งงานแบบจีน แบบไทย แบบคริสต์ ล้วนมีออแกไนเซอร์เข้ามาเป็นคนกลางจัดให้เสร็จสรรพ
บางครั้งคนเหล่านี้ไม่รู้จักธรรมเนียมที่แท้จริง หยิบธรรมเนียมจีนมาผสมของไทยให้มั่ว เพราะฉะนั้นวันแต่งงานไม่มีคำว่า “ผิดไม่ได้”
มีแต่สิ่งที่ห้ามขาด อย่างเช่น ต้องมีสีแดง มีสีทองเยอะๆ และทุกอย่างต้องเป็นเลขคู่ ห้ามขาดเลข 4 สำหรับสินสอดทองหมั้น
ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร มีก็ดี ไม่มีก็ไม่ผิด เพราะตราบใดที่ช่วยกันทำมาหากินก็รวยได้ บางคนสินสอดทองหมั้นมากมาย
แต่จัดการเรื่องเงินเรื่องทองไม่ลงตัว เลิกกันก็เยอะ
หัวใจหลักของการแต่งงานแบบจีน
สิ่งสำคัญของการแต่งงานแบบจีนไม่ใช่เรื่องของการเตรียมสิ่งของให้พร้อม แต่อยู่ที่การให้เกียรติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย
มากกว่าควรถามญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายว่าอยากเห็นอะไรในธรรมเนียมจีนสิ่งไหนที่อยากให้ทำเพื่อความสบายใจบ้าง
ถ้าฝ่ายหญิงมีอาม่า มักมีธรรมเนียมค่าน้ำนมข้าวป้อนหรืออั่งเปาน้ำนม เพราะเคยช่วยเลี้ยงหลานคนนี้มา
หรือท่านอยากเห็นเอี๊ยมแดงก็จัดให้ท่าน สิ่งที่อาม่าเคยเห็นและฝังใจว่าดี ถ้าอีกฝ่ายไม่ทำตามนั้นอาม่าอาจเกิดความรู้สึก
อคติกับอีกฝ่ายก็ได้ เพราะการที่คนสองคนแต่งงานกันไม่ได้แต่งแค่สองคน แต่เป็นการรวมสองครอบครัวเข้าด้วยกัน
ยิ่งถ้าวิถีชีวิตของจีนถูกสอนให้ผูกพันและกตัญญูกับผู้ใหญ่อะไรที่ทำแล้วท่านไม่ชอบก็เลี่ยงไปดีกว่า
สถานที่จัดพิธีแต่งงาน
ไม่มีตำราระบุที่ไหนก็ดีกว่าหรือที่ไหนไม่ดี อยู่ที่จำนวนเงินในกระเป๋า ถ้าเงินน้อยจัดที่บ้านดีที่สุด ปัจจุบันนิยมจัดโรงแรม
กันมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จอดรถ เรื่องห้องน้ำ และเลี่ยงการเดินทางที่เสี่ยงกับรถติดและการเกิดอุบัติเหตุข้อดีอีกอย่างของการจัดงานในโรงแรมก็คือสะดวกเรื่องการจัดเลี้ยง เพราะไม่ต้องเก็บกวาด คนที่จัดตามบ้านก็ยังมีอยู่
แต่แขกคงไม่มากนัก แล้วค่อยไปเลี้ยงที่โรงแรมหรือตามสโมสรก็แล้วแต่
ดูฤกษ์งามยามดี
ไม่ว่าจีนหรือไทย เมื่อจะเริ่มต้นเรื่องมงคลสักที ฤกษ์ยามมงคลเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ เพราะลำดับขั้นของคนจีนเริ่มจาก
การสู่ขอเหมือนคนไทย แล้วให้ผู้ใหญ่ฝ่ายชายเอาดวงของทั้งคู่รวมถึงดวงของพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายไปให้ซินแสดูเมื่อได้ฤกษ์งาม
ยามดีแล้วฝ่ายชายจะทำการส่งข่าวให้ฝ่ายหญิงทราบว่าต้งตัดผม ตัดชุดแต่งงาน วันไหน เวลาอะไร เพราะดวงที่ซินแสให้มานั้น
จะระบุละเอียดตั้งแต่ฤกษ์แต่งงาน ฤกษ์แต่งหน้าทำผม ฤกษ์ตัดชุด ฤกษ์เข้าหอ และบางครั้งมีฤกษ์คลอดลูกมาให้เสร็จสรรพ
เตรียมออกเรือน
เพื่อไม่ให้ฝ่ายเจ้าบ่าวว่าได้ว่าเจ้าสาวมาแต่ตัว ต้องมีของติดมือไปบ้างตามฐานะ ที่ขาดไม่ได้คือ เอี๊ยมแต่งงาน ทำจากผ้าแพร
สีแดงตรงกลางเป็นกระเป๋าปักตัวหนังสือ “แป๊ะนี้ให้เล่า” แปลว่าอยู่กินกัน 100 ปี ในกระเป๋าใส่ “โหงวเจ่งจี้” เมล็ดพืช 5 อย่าง
ห่อกระดาษแดงเสียบปิ่นทอง มีต้นซุงเฉ้า เสียบให้ปลายโผล่ขึ้นมา หากเจ้าสาวมีฐานะดี จะผูกเอี๊ยมด้วยสร้อยคอทองคำ
หนัก 4 บาท เพราะเลข4 เป็นเลขดี ออกเสียงพ้องกับคำว่า “สี่” แปลว่าดี ส่วนความหมายของของในเอี๊ยม เป็นเคล็ดให้มีลูกมีหลาน
สืบสกุล มีความเจริญก้าวหน้า นอกจากนี้ต้องมีของใช้ส่วนตัวของเจ้าสาวติดมือไปด้วย อาทิ กะละมัง ถังน้ำ กระป๋องน้ำสีแดงอย่างละ
2ใบ กระโถน 1 ใบ กระจก กรรไกร ด้าย เข็ม ตะเกียบ ชุดน้ำชา เครื่องนอน (หมอนหนุน หมอนข้าง ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม) หวี 4 เล่ม
ที่เรียกในภาษาจีนว่า “ซี้ซี้อู่หอซิว” แปลว่าทุกๆ เวลาจะมีทรัพย์ และที่สำคัญต้องมีพัดแดงไว้ถือตอนส่งตัว
เตรียมเครื่องขันหมาก
ฝ่ายชายจะจัดสินสอดและทองหมั้นให้ตามที่ฝ่ายหญิงเรียก แต่ส่วนใหญ่การเตรียมทองหมั้นจะเตรียมเป็นทอง 4 อย่างที่เรียกว่า
“สี่เอี่ยกิม” ซึ่งประกอบด้วยกำไลทอง ต่างหูทอง สร้อยทอง และเข็มขัดทอง เครื่องขันหมากอื่นๆ นิยมส้มเช้งผลเขียว กล้วยทั้งเครือ
ถ้าได้กล้วยที่กำลังออกผล นับแล้วได้เลขคู่ยิ่งดี และอ้อย1 คู่ยกมาทั้งต้น ทั้งหมดติดอักษร “ซังฮี่” สีแดง แปลว่า
ความยินดีของคู่บ่าวสาว เครื่องของคาวนิยมจัดเป็นชุดหมูสด ประกอบด้วยหัวหมู พร้อมหางและเท้าทั้งสี่ตัดเล็บเรียบร้อยแล้ว ขาหม
ู และเนื้อหมู ส่วนท้อง ทั้งหมดติดอักษร “ซังฮี่"” ของหมั้น ขนมแต่งงาน เป็นเรื่องที่ฝ่ายหญิงจะต้องเป็นผู้กำหนด จะมี 4 ชนิด
หรือ 5 ชนิดก็แล้วแต่ เช่น ขนม 4 ชนิดจะประกอบด้วยขนมเหนียวเคลือบงา ขนมเปี๊ยะโรยงา ขนมถั่วตัด ขนมข้าวพองทุบ
ถ้า 5 อย่างก็เพิ่มขนมโก๋อ่อนมาอีกอย่างเป็นครบ
ยกขบวนขันหมาก
ถึงวันงานเจ้าบ่าวในชุดเสื้อคอจีนสีแดงหรือสีทอง ยกขบวนมาบ้านเจ้าสาวเพื่อมอบสินสอดและเครื่องขันหมากที่เตรียมมา
ฝ่ายหญิงจะเก็บขนมแต่งงานไว้ครึ่งหนึ่งแล้วมอบให้ญาติ เพื่อบอกเป็นนัยๆ ว่า “ฉันแต่งงานแล้วนะ” ส่วนอีกครึ่งส่งคืนเจ้าบ่าว
พร้อมส้มเช้งติดอักษร "ซังฮี่” และต้องให้ปิ่นทองเสียบลงไปในเอี๊ยมแดงด้วย (เจ้าบ่าวจะคืนให้ในวันส่งตัว เพื่อให้เจ้าสาวปักผม
ก่อนออกจากบ้าน) จากนั้นรอฤกษ์เพื่อสวมแหวนหมั้น และเมื่อผู้ใหญ่ให้พรเสร็จจึงค่อยเลี้ยงอาหารแขกเป็นอันเสร็จพิธี
พิธีรับตัวเจ้าสาว
วันนี้เจ้าสาวต้องแต่งองค์ทรงเครื่องให้สวยที่สุดด้วยกี่เพ้าสีแดง หรือสีทอง แม่เจ้าสาวจะประดับปิ่นทองและใบทับทิมให้
เพราะเชื่อว่าใบทับทิมจะทำให้คนรักเอ็นดู และหมายถึงสาวบริสุทธิ์ได้ด้วย จากนั้นถึงเวลาไหว้ฟ้าดิน เจ้าที่ และบรรพบุรุษ
เสร็จแล้วเป็นการร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวเป็นมื้อสุดท้าย ซึ่งพ่อเจ้าสาวจะเป็นคนคีบอาหารมล 10 อย่างให้ลูกสาว
พร้อมกล่าวความหมายของอาหารทั้ง 10 อย่างให้ทราบ
เมื่อฝ่ายชายมาถึง ต้องฝ่าด่านประตูเงินประตูทองที่ฝ่ายหญิงกั้นไว้เพื่อเรียกอั่งเปา ก่อนจะเข้าไปมอบช่อดอกไม้ให้เจ้าสาว
ที่นั่งคอยอยู่ ก่อนออกจากบ้าน บ่าวสาวต้องรับประทาน ขนมอี๊ (บัวลอยสีชมพู) ด้วยกัน บางบ้านอาจให้ทานอาหารมงคล
10 อย่าง อีกครั้งเสร็จแล้วจึงลาพ่อแม่ไปขึ้นรถแต่งงาน (เป็นรถที่มีเลข 4 ในทะเบียนไม่ก็ต้องเป็นรถที่เกี่ยวกับเลข 4 อาจเป็น
4 ล้านก็ได้ พ่อเจ้าสาวจะเป็นคนจูงเจ้าสาวไปส่งที่รถ และกล่าวอวยพรพร้อมพรมน้ำด้วยกิ่งทับทิม โดยให้ญาติของฝ่ายหญิง
ที่เป็นพี่ชาย น้องชายหรือญาติก็ได้ เดินถือตะเกียงนำหน้า เพื่อเป็นเคล็ดว่าจะได้มีลูกชายสืบสกุล
พิธียกน้ำชาคารวะญาติผู้ใหญ่
วิธีการยกน้ำชาเริ่มจากการจัดที่นั่งให้ผู้ใหญ่โดยให้คุณพ่อเจ้าบ่าวนั่งด้านซ้ายของคุณแม่ จากนั้นบ่าวสาวคลานเข่ายกถาดน้ำชา
ที่มีถ้วยชา 2 ใบรินน้ำชาเตรียมไว้ แล้วยกให้คุณพ่อคุณแม่ ท่าจะหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มกัน โดยจะจิบแค่นิดหน่อย ห้ามจิบหมดถ้วย
เพราะถือว่ามอบน้ำชาทีเหลือเป็นทุนกลับไปให้บ่าวสาว
จากนั้นจึงยกน้ำชาให้ญาติผู้ใหญ่ท่านอื่นตามลำดับอาวุธโส แต่ทุกครั้งที่ยกน้ำชา ต้องรินชาใส่ถ้วย 2 ใบทุกครั้ง
จากนั้นบ่าวสาวรับประทานขนมอี๊ร่วมกันเป็นอันเสร็จพิธี
ลักษณะของกาและถ้วยชาที่เหมาะสมในพิธียกน้ำชา ต้องเป็นถ้วยชาจีน ไม่ควรใช้ถ้วยชาที่มีหู เพราเป็นถ้วยชาแบบฝรั่ง
และควรมีถาดในการยำน้ำชาด้วยทุกครั้ง ส่วนชาที่ใช้ในพิธีจะเป็นชาจีนหรือชาฝรั่งก็ไม่ผิดธรรมเนียมแต่อย่างใด
อาหารมงคล 10 อย่าง
วุ้นเส้น เส้นหมี่ หรือบะหมี่ หมายถึง ให้อายุยืนยาว รักกันนานๆ
เห็ดหอม หมายถึง ชีวิตคู่ที่หอมหวาน
ผักกุยช่าย หมายถึง ให้รักกันนานๆ หรือร่ำรวย
ผักเกาฮะโฉ่ หมายถึง ให้รักใคร่ปรองดองกัน
หัวใจหมู หมายถึง ให้รักกันเป็นใจเดียว
ไส้หมู-กระเพาะหมู (อย่างใดอย่างหนึ่ง) หมายถึง ให้ปรับตัวเข้าหากัน
ตับ หมายถึง ให้มีความรุ่งเรืองและเจริญก้าวหน้า
ปลา หมายถึง ให้ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้
ปู หมายถึง ทำอะไรคล่องแคล่วว่องไว ขยันทำมาหากิน
ไก่ หมายถึง ความสติปัญญา กล้าหาญ และเที่ยงตรง
ป้ายกำกับ: แต่งงาน, ประเพณี, ประเพณีแต่งงานจีน

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]
<< หน้าแรก