แต่งงาน

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ประเพณีแต่งงานจีน

ประเพณีแต่งงานจีน

ธรรมเนียมแปลว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่นิยมทำ สำหรับธรรมเนียมการแต่งงานแบบจีนนั้น เป็นตัวอย่างธรรมเนียมที่มี
การปรับไปเรื่อยๆ ตามยุคตามสมัยและความนิยม แล้วต่สถานภาพของทั้งสองฝ่าย
เมื่อ 3,200 ปีก่อน คนแซ่เดียวกันห้ามแต่งงานกันเอง เพราะเป็นความช่างสังเกตของคนโบราณว่า พันธุกรรมเริ่มด้อยลง
ทำให้เกิดโรคปัญญาอ่อน อายุสั้น และโรคแปลกๆ ที่รักษาไม่หาย มาถึงยุคนี้ ตราบใดที่ไม่ใช่พี่น้อง ไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้อง ก็หยวนๆ
แต่งงานกันได้ไม่เป็นไร ธรรมเนียมถูกปรับอยู่ตลอดเวลา ถ้ายังเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ก็คงไม่มีใครตำหนิ อย่างเช่น
เรื่องการเตรียมขนมหวาน บางบ้านต้องมี 5 สี 5 อย่าง บางบ้านต้องมี 4 สี 4 อย่าง ถ้าถามว่าบ้านไหนถูก ขอให้มีขนมก็แล้วกัน
สมัยก่อนหมั้นกันเป็นเดือนค่อยแต่ง เดี๋ยวนี้หมั้นเช้าแต่งเย็น แบบไม่หมั้นแต่แต่งเลยก็มี บางยุคพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาว
เตรียมข้าวของเครื่องใช้และของหมั้นให้เยอะมาก เตรียมกระทั่งโลงศพก็มี เพื่อไม่ให้ฝ่ายชายมาดูถูกลูกสาวเขา
ได้ว่าพ่อแม่ไม่ดูแลรับผิดชอบ แต่ปัจจุบันไม่ต้องถึงขนาดนั้น

เรื่องไหนห้าม เรื่องไหนห้ามขาด

ทุกวันนี้ไม่ว่าแต่งงานแบบจีน แบบไทย แบบคริสต์ ล้วนมีออแกไนเซอร์เข้ามาเป็นคนกลางจัดให้เสร็จสรรพ
บางครั้งคนเหล่านี้ไม่รู้จักธรรมเนียมที่แท้จริง หยิบธรรมเนียมจีนมาผสมของไทยให้มั่ว เพราะฉะนั้นวันแต่งงานไม่มีคำว่า “ผิดไม่ได้”
มีแต่สิ่งที่ห้ามขาด อย่างเช่น ต้องมีสีแดง มีสีทองเยอะๆ และทุกอย่างต้องเป็นเลขคู่ ห้ามขาดเลข 4 สำหรับสินสอดทองหมั้น
ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร มีก็ดี ไม่มีก็ไม่ผิด เพราะตราบใดที่ช่วยกันทำมาหากินก็รวยได้ บางคนสินสอดทองหมั้นมากมาย
แต่จัดการเรื่องเงินเรื่องทองไม่ลงตัว เลิกกันก็เยอะ

หัวใจหลักของการแต่งงานแบบจีน

สิ่งสำคัญของการแต่งงานแบบจีนไม่ใช่เรื่องของการเตรียมสิ่งของให้พร้อม แต่อยู่ที่การให้เกียรติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย
มากกว่าควรถามญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายว่าอยากเห็นอะไรในธรรมเนียมจีนสิ่งไหนที่อยากให้ทำเพื่อความสบายใจบ้าง
ถ้าฝ่ายหญิงมีอาม่า มักมีธรรมเนียมค่าน้ำนมข้าวป้อนหรืออั่งเปาน้ำนม เพราะเคยช่วยเลี้ยงหลานคนนี้มา
หรือท่านอยากเห็นเอี๊ยมแดงก็จัดให้ท่าน สิ่งที่อาม่าเคยเห็นและฝังใจว่าดี ถ้าอีกฝ่ายไม่ทำตามนั้นอาม่าอาจเกิดความรู้สึก
อคติกับอีกฝ่ายก็ได้ เพราะการที่คนสองคนแต่งงานกันไม่ได้แต่งแค่สองคน แต่เป็นการรวมสองครอบครัวเข้าด้วยกัน
ยิ่งถ้าวิถีชีวิตของจีนถูกสอนให้ผูกพันและกตัญญูกับผู้ใหญ่อะไรที่ทำแล้วท่านไม่ชอบก็เลี่ยงไปดีกว่า

สถานที่จัดพิธีแต่งงาน

ไม่มีตำราระบุที่ไหนก็ดีกว่าหรือที่ไหนไม่ดี อยู่ที่จำนวนเงินในกระเป๋า ถ้าเงินน้อยจัดที่บ้านดีที่สุด ปัจจุบันนิยมจัดโรงแรม
กันมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จอดรถ เรื่องห้องน้ำ และเลี่ยงการเดินทางที่เสี่ยงกับรถติดและการเกิดอุบัติเหตุข้อดีอีกอย่างของการจัดงานในโรงแรมก็คือสะดวกเรื่องการจัดเลี้ยง เพราะไม่ต้องเก็บกวาด คนที่จัดตามบ้านก็ยังมีอยู่
แต่แขกคงไม่มากนัก แล้วค่อยไปเลี้ยงที่โรงแรมหรือตามสโมสรก็แล้วแต่





















ดูฤกษ์งามยามดี

ไม่ว่าจีนหรือไทย เมื่อจะเริ่มต้นเรื่องมงคลสักที ฤกษ์ยามมงคลเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ เพราะลำดับขั้นของคนจีนเริ่มจาก
การสู่ขอเหมือนคนไทย แล้วให้ผู้ใหญ่ฝ่ายชายเอาดวงของทั้งคู่รวมถึงดวงของพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายไปให้ซินแสดูเมื่อได้ฤกษ์งาม
ยามดีแล้วฝ่ายชายจะทำการส่งข่าวให้ฝ่ายหญิงทราบว่าต้งตัดผม ตัดชุดแต่งงาน วันไหน เวลาอะไร เพราะดวงที่ซินแสให้มานั้น
จะระบุละเอียดตั้งแต่ฤกษ์แต่งงาน ฤกษ์แต่งหน้าทำผม ฤกษ์ตัดชุด ฤกษ์เข้าหอ และบางครั้งมีฤกษ์คลอดลูกมาให้เสร็จสรรพ

เตรียมออกเรือน

เพื่อไม่ให้ฝ่ายเจ้าบ่าวว่าได้ว่าเจ้าสาวมาแต่ตัว ต้องมีของติดมือไปบ้างตามฐานะ ที่ขาดไม่ได้คือ เอี๊ยมแต่งงาน ทำจากผ้าแพร
สีแดงตรงกลางเป็นกระเป๋าปักตัวหนังสือ “แป๊ะนี้ให้เล่า” แปลว่าอยู่กินกัน 100 ปี ในกระเป๋าใส่ “โหงวเจ่งจี้” เมล็ดพืช 5 อย่าง
ห่อกระดาษแดงเสียบปิ่นทอง มีต้นซุงเฉ้า เสียบให้ปลายโผล่ขึ้นมา หากเจ้าสาวมีฐานะดี จะผูกเอี๊ยมด้วยสร้อยคอทองคำ
หนัก 4 บาท เพราะเลข4 เป็นเลขดี ออกเสียงพ้องกับคำว่า “สี่” แปลว่าดี ส่วนความหมายของของในเอี๊ยม เป็นเคล็ดให้มีลูกมีหลาน
สืบสกุล มีความเจริญก้าวหน้า นอกจากนี้ต้องมีของใช้ส่วนตัวของเจ้าสาวติดมือไปด้วย อาทิ กะละมัง ถังน้ำ กระป๋องน้ำสีแดงอย่างละ
2ใบ กระโถน 1 ใบ กระจก กรรไกร ด้าย เข็ม ตะเกียบ ชุดน้ำชา เครื่องนอน (หมอนหนุน หมอนข้าง ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม) หวี 4 เล่ม
ที่เรียกในภาษาจีนว่า “ซี้ซี้อู่หอซิว” แปลว่าทุกๆ เวลาจะมีทรัพย์ และที่สำคัญต้องมีพัดแดงไว้ถือตอนส่งตัว

เตรียมเครื่องขันหมาก

ฝ่ายชายจะจัดสินสอดและทองหมั้นให้ตามที่ฝ่ายหญิงเรียก แต่ส่วนใหญ่การเตรียมทองหมั้นจะเตรียมเป็นทอง 4 อย่างที่เรียกว่า
“สี่เอี่ยกิม” ซึ่งประกอบด้วยกำไลทอง ต่างหูทอง สร้อยทอง และเข็มขัดทอง เครื่องขันหมากอื่นๆ นิยมส้มเช้งผลเขียว กล้วยทั้งเครือ
ถ้าได้กล้วยที่กำลังออกผล นับแล้วได้เลขคู่ยิ่งดี และอ้อย1 คู่ยกมาทั้งต้น ทั้งหมดติดอักษร “ซังฮี่” สีแดง แปลว่า
ความยินดีของคู่บ่าวสาว เครื่องของคาวนิยมจัดเป็นชุดหมูสด ประกอบด้วยหัวหมู พร้อมหางและเท้าทั้งสี่ตัดเล็บเรียบร้อยแล้ว ขาหม
ู และเนื้อหมู ส่วนท้อง ทั้งหมดติดอักษร “ซังฮี่"” ของหมั้น ขนมแต่งงาน เป็นเรื่องที่ฝ่ายหญิงจะต้องเป็นผู้กำหนด จะมี 4 ชนิด
หรือ 5 ชนิดก็แล้วแต่ เช่น ขนม 4 ชนิดจะประกอบด้วยขนมเหนียวเคลือบงา ขนมเปี๊ยะโรยงา ขนมถั่วตัด ขนมข้าวพองทุบ
ถ้า 5 อย่างก็เพิ่มขนมโก๋อ่อนมาอีกอย่างเป็นครบ

ยกขบวนขันหมาก

ถึงวันงานเจ้าบ่าวในชุดเสื้อคอจีนสีแดงหรือสีทอง ยกขบวนมาบ้านเจ้าสาวเพื่อมอบสินสอดและเครื่องขันหมากที่เตรียมมา
ฝ่ายหญิงจะเก็บขนมแต่งงานไว้ครึ่งหนึ่งแล้วมอบให้ญาติ เพื่อบอกเป็นนัยๆ ว่า “ฉันแต่งงานแล้วนะ” ส่วนอีกครึ่งส่งคืนเจ้าบ่าว
พร้อมส้มเช้งติดอักษร "ซังฮี่” และต้องให้ปิ่นทองเสียบลงไปในเอี๊ยมแดงด้วย (เจ้าบ่าวจะคืนให้ในวันส่งตัว เพื่อให้เจ้าสาวปักผม
ก่อนออกจากบ้าน) จากนั้นรอฤกษ์เพื่อสวมแหวนหมั้น และเมื่อผู้ใหญ่ให้พรเสร็จจึงค่อยเลี้ยงอาหารแขกเป็นอันเสร็จพิธี

พิธีรับตัวเจ้าสาว

วันนี้เจ้าสาวต้องแต่งองค์ทรงเครื่องให้สวยที่สุดด้วยกี่เพ้าสีแดง หรือสีทอง แม่เจ้าสาวจะประดับปิ่นทองและใบทับทิมให้
เพราะเชื่อว่าใบทับทิมจะทำให้คนรักเอ็นดู และหมายถึงสาวบริสุทธิ์ได้ด้วย จากนั้นถึงเวลาไหว้ฟ้าดิน เจ้าที่ และบรรพบุรุษ
เสร็จแล้วเป็นการร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวเป็นมื้อสุดท้าย ซึ่งพ่อเจ้าสาวจะเป็นคนคีบอาหารมล 10 อย่างให้ลูกสาว
พร้อมกล่าวความหมายของอาหารทั้ง 10 อย่างให้ทราบ

เมื่อฝ่ายชายมาถึง ต้องฝ่าด่านประตูเงินประตูทองที่ฝ่ายหญิงกั้นไว้เพื่อเรียกอั่งเปา ก่อนจะเข้าไปมอบช่อดอกไม้ให้เจ้าสาว
ที่นั่งคอยอยู่ ก่อนออกจากบ้าน บ่าวสาวต้องรับประทาน ขนมอี๊ (บัวลอยสีชมพู) ด้วยกัน บางบ้านอาจให้ทานอาหารมงคล
10 อย่าง อีกครั้งเสร็จแล้วจึงลาพ่อแม่ไปขึ้นรถแต่งงาน (เป็นรถที่มีเลข 4 ในทะเบียนไม่ก็ต้องเป็นรถที่เกี่ยวกับเลข 4 อาจเป็น
4 ล้านก็ได้ พ่อเจ้าสาวจะเป็นคนจูงเจ้าสาวไปส่งที่รถ และกล่าวอวยพรพร้อมพรมน้ำด้วยกิ่งทับทิม โดยให้ญาติของฝ่ายหญิง
ที่เป็นพี่ชาย น้องชายหรือญาติก็ได้ เดินถือตะเกียงนำหน้า เพื่อเป็นเคล็ดว่าจะได้มีลูกชายสืบสกุล

พิธียกน้ำชาคารวะญาติผู้ใหญ่

วิธีการยกน้ำชาเริ่มจากการจัดที่นั่งให้ผู้ใหญ่โดยให้คุณพ่อเจ้าบ่าวนั่งด้านซ้ายของคุณแม่ จากนั้นบ่าวสาวคลานเข่ายกถาดน้ำชา
ที่มีถ้วยชา 2 ใบรินน้ำชาเตรียมไว้ แล้วยกให้คุณพ่อคุณแม่ ท่าจะหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มกัน โดยจะจิบแค่นิดหน่อย ห้ามจิบหมดถ้วย
เพราะถือว่ามอบน้ำชาทีเหลือเป็นทุนกลับไปให้บ่าวสาว

จากนั้นจึงยกน้ำชาให้ญาติผู้ใหญ่ท่านอื่นตามลำดับอาวุธโส แต่ทุกครั้งที่ยกน้ำชา ต้องรินชาใส่ถ้วย 2 ใบทุกครั้ง
จากนั้นบ่าวสาวรับประทานขนมอี๊ร่วมกันเป็นอันเสร็จพิธี

ลักษณะของกาและถ้วยชาที่เหมาะสมในพิธียกน้ำชา ต้องเป็นถ้วยชาจีน ไม่ควรใช้ถ้วยชาที่มีหู เพราเป็นถ้วยชาแบบฝรั่ง
และควรมีถาดในการยำน้ำชาด้วยทุกครั้ง ส่วนชาที่ใช้ในพิธีจะเป็นชาจีนหรือชาฝรั่งก็ไม่ผิดธรรมเนียมแต่อย่างใด

อาหารมงคล 10 อย่าง

วุ้นเส้น เส้นหมี่ หรือบะหมี่ หมายถึง ให้อายุยืนยาว รักกันนานๆ
เห็ดหอม หมายถึง ชีวิตคู่ที่หอมหวาน
ผักกุยช่าย หมายถึง ให้รักกันนานๆ หรือร่ำรวย
ผักเกาฮะโฉ่ หมายถึง ให้รักใคร่ปรองดองกัน
หัวใจหมู หมายถึง ให้รักกันเป็นใจเดียว
ไส้หมู-กระเพาะหมู (อย่างใดอย่างหนึ่ง) หมายถึง ให้ปรับตัวเข้าหากัน
ตับ หมายถึง ให้มีความรุ่งเรืองและเจริญก้าวหน้า
ปลา หมายถึง ให้ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้
ปู หมายถึง ทำอะไรคล่องแคล่วว่องไว ขยันทำมาหากิน
ไก่ หมายถึง ความสติปัญญา กล้าหาญ และเที่ยงตรง

ป้ายกำกับ: , ,

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก

Custom Search