แต่งงาน

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ชุดชั้นในสำหรับเจ้าสาว

โพส์ต โดย xooxy 7 วัน ที่ผ่านมา (http://www.sexyonclick.com)
Bra หรือ Brassieria นั้นไม่มีหลักฐานแน่นอนว่าเป็นมาอย่างไง? แต่ที่เป็นบราทรงทันสมัยและมีการจดสิทธิบัตรนั้น เกิดขึ้นเมื่อ 1913 โดย Mary Phelps Jacob ในนิวยอร์ค
ในปัจจุบัน เมืองไทยหาชุดชั้นในคุณภาพได้ไม่ยาก เพราะมีทั้ง Triumph, Sabina, Wacoal สวยๆ มากมายแบบ สำหรับให้เลือกใช้ในเวลาปกติ หรืองานพิเศษเช่น ตอนแต่งงาน สำหรับเจ้าสาว วิธีการเลือกชุดชั้นในสำหรับเจ้าสาว ก็เขียนเอาไว้เช่นกัน ลองอ่านกันดู
เราสามารถแบ่งแยก ชุดชั้นในผู้หญิง ออกเป็น 3 แบบ หลัก ได้ดังต่อไปนี้

Bra บรา ( Brasia หรือ Brassieria )
เสื้อชั้นใน ชิ้นสำคัญช่วยโอบอุ้มทรวงอกผู้หญิง กระชับทรง และหนุนให้ช่วงเนินอกเต็ม มีหลากหลายแบบให้เลือก ทั้งคว้านหลังลึก คล้องคอ สายเดี่ยว สายไขว้ บราดันทรง บราเต็มตัว บราถอดสายบ่า บราเปิดหลัง และบราครึ่งทรง

Bustier บัสติเย่ร์ เสื้อรัดทรง บางแห่งเรียก เสื้อไร้สายรัดอกและเอวของสตรี
เสื้อรัดทรงซึ่งเป็นส่วนผสมของบรากับผ้าแถบรัดเอว ส่วนมากถอดสายได้ มักทำจากผ้ายืดหรืออีลาสติก มีโครงใต้อก และเส้นโครงเสื้อตามแนวยาว ช่วยให้รูปร่างเข้าที่มากขึ้น ส่วนเมอร์รี่วิโดว์ หมายถึงบัสติเย่ร์ที่มีความยาวลงมาถึงสะโพกบน และมีสายรัดถุงน่องในตัว

Corset คอร์เส็ท ชั้นในรัดทรงชนิดมีโครง
ชั้นในรัดทรงชนิดพิเศษ ร้อยเชือกหรือโบว์ตามแนวยาวด้านกลางหลังหรือด้านหลัง สำหรับติดรั้งให้กระชับรูปร่างและช่วยให้สรีระเข้ารูป
อ้างอิง : Thai Wedding Magazine, ISSN 16851323 July-August 2008 page 136
Wikipedia: Bra, Brasia, Bustier, Corset และ Brassieria

ป้ายกำกับ: , ,

การเลือกชุดชั้นในและเครื่องประดับ

ชุดชั้นในถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการแต่งชุดเจ้าสาว เพราะชุดชั้นในจะช่วยเสริมรูปร่างให้ดูสมส่วนและเก็บส่วนเกินของเรือนร่าง ทำให้คุณสามารถใส่ชุดเจ้าสาวได้สวยสมใจ

1. หลักการสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อชุดชั้นในก็คือ ต้องใส่แล้วสวยและสบายตัวไปพร้อมกัน ไม่ควรเลือกชุดชั้นในที่สวมใส่แล้วรู้สึกคับ หลวม หรือรั้งในบางจุด ควรเลือกชุดซึ่งพอดีตัว

2. แม้ชุดชั้นในทั้งท่อนบน ท่อนล่าง รวมถึงถุงน่องจะมีหลายแบบหลายสไตล์ แต่ควรเลือกแบบที่เหมาะกับสไตล์ของชุดเจ้าสาว เช่น ควรเลือกบราไร้สายเมื่อชุดเจ้าสาวเป็นแบบเสื้อเกาะอก หรือควรเลือกถุงน่องแบบยาวถึงเอวและไม่มีตะเข็บ หากชุดเจ้าสาวเป็นชุดเข้ารูป มีเนื้อผ้าทิ้งตัวแนบเรือนร่าง

3. ชุดชั้นในหรือถุงน่องต้องไม่มีตะเข็บหรือลวดลายนูน ซึ่งสามารถมองเห็นได้เมื่อสวมชุดเจ้าสาวทับ

4. ปัจจุบันชุดชั้นในที่เรียกว่า “สลิมเมอร์” ( Slimmer ) กำลังได้รับความนิยม สลิมเมอร์ก็คือชุดชั้นในที่ทำจากผ้ายืดไลครา หรือสแปนเด็กซ์ ซึ่งรัดรูปร่างให้เข้ารูปตั้งแต่ทรวงอกลงมาถึงสะโพกและต้นขา ช่วยเก็บรูปร่างได้ดี สวมใส่สะดวกกว่าสเตย์รัดหน้าท้องแบบโบราณ ทั้งยังสามารถใช้ได้กับชุดเจ้าสาวทุกสไตล์

ข้อแนะนำสำหรับการใช้ชุดชั้นในประเภทนี้คือ ต้องสวมให้เคยชินตั้งแต่การลองชุดเจ้าสาว เมื่อเลือกซื้อคุณจะได้เลือกชุดให้พอดีกับรูปร่างที่ต้องการ และสลิมเมอร์ก็ฟิตพอดีตัว

5. เครื่องตกแต่งประกอบชุดเจ้าสาว ได้แก่ ผ้าคลุมหน้า ผ้าคลุมผม ถุงมือ เครื่องประดับ ตลอดจนรองเท้า มีเคล็ดลับในการเลือกคือ ต้องสอดคล้องเข้ากันกับชุดเจ้าสาวทั้งในเรื่องแบบ สี และความยาว ตัวอย่างเช่น ถุงมือยาว เหมาะกับชุดแบบไม่มีแขน ขณะที่ถุงมือสั้นเหมาะกับชุดแบบมีแขน หรือความยาวของผ้าคลุมผมต้องสอดคล้องกับความยาวของกระโปรงชุดเจ้าสาวและหาง ( Train ) สีของรองเท้าต้องเข้ากับสีชุด เป็นต้น

6. เครื่องตกแต่ง เช่น ผ้าคลุมผมต้องมีลักษณะถูกต้องตามหลักศาสนา และวัฒนธรรมประเพณีของเจ้าสาว

7. สำหรับเครื่องประดับ หลักการเลือกคือต้องให้แตกต่างกับสไตล์ชุดเจ้าสาว กล่าวคือ หากชุดเจ้าสาวหรูหรานั้นมีรายละเอียดการตกแต่งมาก ควรเลือกเครื่องประดับแบบเรียบๆ แต่หากชุดเจ้าสาวเป็นชุดสไตล์เรียบง่าย ควรเลือกเครื่องประดับชิ้นที่โดดเด่นสะดุดตา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
wedding.co.th

ป้ายกำกับ: , , ,

ผู้หญิงเราไม่ควรลังเลใจในการชวนแฟนหนุ่ม

ไปเลือกซื้อชุดชั้นใน ถึงแม้เป็นเรื่องของผู้หญิง แต่ผู้ชายกลับรู้สึกสนุก แถมยังช่วยให้เขาเกิดไอเดียหาของขวัญพิเศษให้เรา ถ้าเป็นไปได้ลองชวนเขาเข้าห้องลองเสื้อด้วยกัน ข้อควรระวังคือ อย่าเที่ยวลองแบบนั้นแบบนี้มากเกินความจําเป็น เพราะผู้ชายคงไม่อยากต้องมาอดทนรอกับเรื่องแบบนี้นานนัก

สําหรับฝ่ายชาย ถ้ามีโอกาสลองชวนแฟนสาวไปแผนกชั้นในชาย ช่วยเลือกชั้นในแบบที่เธอคิดว่าใส่แล้วดูดี เมื่อถึงคราวเข้าด้ายเข้าเข็ม สาวเจ้า จะได้กระเหี้ยนกระหืออยากลองของใหม่ไงล่ะ

...เวลาบรรเลงเพลงรักลองสวมชั้นในเอาไว้ จะรู้สึกแปลกใหม่น่าตื่นเต้นกว่าท่าเดิมๆ ลองดูแล้วจะรู้

...ออรัลเซ็กซ์ที่แปลกออกไปคือ ทําทั้งที่ยังสวมชั้นในอยู่ วิธีการคือ ใช้ลิ้นล้วงเข้าไปใต้ชั้นใน จากนั้นดันให้ไปอีกด้าน ต่อด้วยการใช้ฟันขบชั้นในถอดออก พยายามใช้มือให้น้อยที่สุด อารมณ์เซ็กซ์ของอีกฝ่ายจะพลุ่งพล่านจนฉุดไม่อยู่เชียวละ

..การสวมชั้นในอาบน้ำด้วยกัน จะดูเซ็กซี่สุดๆ เปียกแฉะแนบเนื้อชวนหวิวดีออก ก็เหมือนเวลาเราสวมชุดว่ายน้ำนั่นแหละ ♦

ป้ายกำกับ: , , ,

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จุดสุดยอด..ทำไม๊ไม่เคยถึง

เรื่องวันนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครพูดกัน แต่เชื่อหรือไม่ครับว่าผู้หญิงมากมายหลายคนทั้งเจอและจมอยู่กับปัญหานี้ โดยไม่สามารถปรึกษาใครได้ ก็ลองคิดดูสิครับ ว่าแค่เริ่มจะไปหาหมอไหนดี ก็มึนแล้ว ที่จริงเรื่องอย่างว่านี้ไม่พ้น…สูติแพทย์หรอกครับ…

สูติแพทย์เป็นหมอที่ดูแลรักษาระบบสืบพันธุ์ต่างๆ ของผู้หญิง ซึ่งก็รวมถึงการตั้งครรภ์ด้วย ผู้หญิงโดยทั่วไปนึกว่าหมอสูติฯ มีหน้าที่ดูแลรักษาเมื่ออวัยวะที่ใช้สืบพันธุ์เหล่านี้มีความเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ที่จริงแล้ว หากมีความบกพร่องในการใช้งานก็เป็นเรื่องของหมอสูติฯ ด้วยเหมือนกันครับ

แต่ว่าทำงานเป็นสูติแพทย์มาก็นาน สังเกตได้เลยว่าเรื่องความบกพร่องทางเพศของผู้หญิงนี่หากไม่สนิทกัน ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันจริงๆ ก็ไม่ค่อยจะมีใครเอาเรื่องนี้มาปรึกษาหรอกครับ สังคมไทยเรายังถือว่าเรื่องบนเตียงเป็นเรื่องลับเฉพาะที่ไม่ควรไปพูดให้ใครฟัง แต่สมัยนี้มีปัญหาอะไรก็ต้องรีบแก้ไขทำเวิร์คช็อปซะ อย่าปล่อยเอาไว้เรื้อรัง!

จุดสุดยอดคืออะไรเหรอ

มีการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการตอบสนองทางเพศของผู้หญิงกันมานานกว่า 50 ปี ที่ดังๆ ก็เป็นฝรั่งสองคนที่ชื่อ Master กับ Johnson กว่าจะศึกษาเรื่องนี้จบคงหมดแรง ลิ้นห้อยกันไปทั้งคู่ แต่ผลงานของแกก็ยังดังมาจนถึงทุกวันนี้ การศึกษาที่แสนจะเหน็ดเหนื่อย นี้พบว่าการตอบสนองทางเพศของผู้หญิงนั้นแบ่งออกเป็น 4 ระยะ

ระยะที่ 1 มีความต้องการทางเพศ มีจินตนาการ และต้องการมีเพศสัมพันธ์

ระยะที่ 2 ตื่นตัว มีการกระตุ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ เรียกเป็นภาษาไทยๆ ก็เป็นระยะเข้าด้ายเข้าเข็ม ระยะนี้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย

ระยะที่ 3 ถึงจุดสุดยอดทางเพศ (Orgasm หรือ Climax) ระยะนี้แหละครับที่เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันวันนี้ เมื่อมีการกระตุ้นเร้าทางเพศมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะถึงจุดที่เกิดความพึงพอใจทางเพศสูงสุด มีความรู้สึกมีความสุขเหมือนร่างกายได้ถูกปลดปล่อยอะไรออกมา จะมีการหดรัดตัวเป็นจังหวะของกล้ามเนื้อบริเวณปากช่องคลอดและอุ้งเชิงกราน โดยพบว่ามีการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณช่องคลอดส่วนล่างเป็นจังหวะ 3-15 ครั้ง ร่วมกับมีการ หดรัดตัวอย่างรุนแรงของมดลูกจากยอดมดลูกลงมาจนถึงปากมดลูก นอกจากนั้น ก็จะพบการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อของร่างกายส่วนอื่นๆ เช่น ใบหน้า มือ แขน ขา มีผื่นแดงขึ้นตามหน้าอก คอ และใบหน้า ความดันเลือดเพิ่มขึ้น 20-40 มิลลิเมตรปรอท และอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นได้ถึง 160 ครั้งต่อนาที ระยะถึงจุดสุด ยอดทางเพศจะอยู่ระหว่าง 3-25 วินาที

ระยะที่ 4 หลังจากถึงจุดสุดยอดแล้วก็จะเข้าสู่ระยะพักตัว กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ จะมีการคลายตัว ปกติแล้วผู้หญิงจะมีระยะพักตัวสั้นและสามารถถึงจุดสุดยอดได้ติดๆ กันหลายๆ ครั้ง ….น่าอิจฉาเหมือนกันนะครับ ผู้ชายถึงจุดสุดยอดได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นเอง

แค่อ่านช่วงถึงจุดสุดยอดก็รู้สึกเหนื่อยแทนแล้วล่ะครับ ในผู้ชายเมื่อถึงจุดสุดยอด ก็จะมีการหลั่งน้ำอสุจิออกมา แต่ในผู้หญิงก็จะมีน้ำหลั่งออกมาจากผนังช่องคลอดได้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ออกมามากมายเหมือนกับที่ผู้ชายหลั่งน้ำอสุจิ ผู้หญิงจะรู้ทุกครั้งที่ผู้ชายถึงจุดสุดยอด แต่ผู้ชายอาจรู้หรือไม่รู้เลยก็ได้ว่าผู้หญิงถึงจุดสุดยอดหรือเปล่า แล้วก็มีเยอะเลยนะครับที่ผู้หญิงไม่ถึงจุดสุดยอด

เวลามีเพศสัมพันธ์แล้วไม่ถึงจุดสุดยอด มันก็คล้ายๆ กับไปดูหนังสักเรื่อง หนังก็สนุกน่าดู แต่ดูได้แค่ครึ่งเรื่องเท่านั้นเอง ไม่ถึงไคลแมกซ์ซะที ตอนจบเรื่องเป็นยังไงก็ไม่รู้ ดูแล้วมันอารมณ์ค้างยังไงชอบกล มีเพศสัมพันธ์แล้วไม่ถึงจุดสุดยอดมันก็คล้ายๆกัน แต่จะ รู้สึกแย่กว่าเสียอีก

แล้วทำไมไม่ถึงซะทีล่ะ

ความผิดปกติของการถึงจุดสุดยอด หมายถึงการที่ผู้หญิงไม่สามารถถึงจุดสุดยอดได้ หรือถึงจุดสุดยอดได้ช้ากว่าปกติเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของผู้หญิงโดยทั่วไปไม่สามารถถึงจุดสุดยอดได้เลยตลอดชีวิต และพบว่าผู้หญิงเกือบครึ่งมีความผิดปกติของการถึงจุดสุดยอดเป็นบางครั้ง หรือในบางสถานการณ์ แต่เชื่อหรือไม่ครับว่าคนที่มีความผิดปกติที่ว่านี้ น้อยมากที่จะไปหาหมอหรือรักษาเป็นเรื่องเป็นราว

สาเหตุของการไม่ถึงจุดสุดยอดก็อาจมีสาเหตุจากทางร่างกาย เช่น การบาดเจ็บ การผ่าตัดบริเวณอุ้งเชิงกรานหรือไขสันหลัง โรคเรื้อรังบางอย่าง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ความผิดปกติของต่อมหมวกไต หากมีโรค หรืออาการเหล่านี้ก็ควรตรวจรักษาอย่างต่อเนื่อง วันหลังหมอก็คงต้องขู่กันบ้างแล้วล่ะว่า “รักษาไม่ดีเดี๋ยวไม่ถึงจุดสุดยอดนะ” คราวนี้รับรองตาลีตาเหลือกกินยาไม่มีขาดแน่

แต่ยาบางอย่างก็อาจมีผลทำให้ไม่ถึงจุดสุดยอดได้เหมือนกันนะครับ เช่น พวกยาแก้เครียด ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ แม้กระทั่งยาลดน้ำมูกแก้หวัดที่กินแล้วง่วงนอนก็ อาจมีผลทำให้ไม่ถึงจุดสุดยอดได้เหมือนกัน ยาลดความดันบางตัวก็มีผล แต่ที่น่าสนใจที่สุดยา พวกแอมเฟตตามีน หรือยาบ้า รวมทั้งยาลดความอ้วนทั้งหลายที่สาวๆ เดี๋ยวนี้ชอบใช้กันก็มีผล ทำให้ไม่ถึงจุดสุดยอดได้ด้วย ใครที่ใช้ยาเหล่านี้อยู่เป็นประจำก็พยายามเลิกก็แล้วกัน

ผู้หญิงมีกรรมที่ไม่เคยถึงจุดสุดยอดส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้มีอะไรทางร่างกายผิด ปกติไปจากคนอื่นเลยครับ สาเหตุที่พบได้บ่อยๆก็ คือ ปัจจัยทางจิตใจและความสัมพันธ์ ระหว่างคู่สมรส ทัศนคติที่ไม่ดีต่อการมีเพศสัมพันธ์ ไม่อยากมีเพศสัมพันธ์ ขาดอารมณ์ร่วมทางเพศ เท่าที่เจอมาก็ไม่เคยตรวจพบความผิดปกติใดๆ เลย แต่ส่วนมากมักจะเล่าอาการเริ่มต้นเหมือนกัน คือมีเพศสัมพันธ์แล้วไม่มีน้ำหล่อลื่น อย่างนี้ก็รู้เลยล่ะว่าตัวเองนั้นไม่ได้มีอารมณ์ทางเพศเลย มีเพศสัมพันธ์ไปตามหน้าที่อย่างนั้นแหละ และก็ไม่เคยถึงจุดสุดยอดด้วยเหมือนกัน หรือบางรายเกิดมีอาการเจ็บระหว่างมีเพศสัมพันธ์ กำลังเสียวๆ อยู่ พอมีความรู้สึกเจ็บแทรกขึ้นมาความรู้สึกเสียก่อนหน้านั้นมันก็หายวับไปหมด แล้วก็จบลงที่ไม่ถึงจุดสุดยอดเหมือนเดิม

อย่าเพิ่งปลงซะก่อนล่ะ ไปถึงจุดสุดยอดมันไม่ยากเหมือนปีนเขาเอเวอร์เรสต์หรอกครับ ส่วนมากแล้วก็รักษาได้ผล ดีซะด้วย ถึงตอนนั้นจะปีนขึ้นปีนลงเขาเอเวอร์เรสต์วันละกี่หนก็ได้…สบายมาก

เคล็ดไม่ลับ ไปให้ถึง…

สร้างทัศนคติที่ดี…ก่อนอื่นก็ต้องแก้ไขทัศนคติในเรื่องอย่างว่าให้ดีก่อน การมีเพศสัมพันธ์ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ต้องฝืนใจ ไม่ต้องทำใจ เราต้องอยากทำเพราะว่ามันมีความสุข เรามีความต้องการทางเพศ ไม่ต้องเก็บกดความรู้สึกของตัวเองไว้
อย่าคาดหวังความล้มเหลวไว้ล่วงหน้า ผู้หญิงหลายคนที่ไม่เคยถึงจุดสุดยอดก็มักจะมีอาการเหมือนๆ กันคือ คิดไว้อยู่แล้วล่ะว่าจะไม่ถึงจุดสุดยอด เวลามีอะไรกันก็ทำไป อย่างนั้นแหละจะได้เสร็จๆ ต่อจากนี้ไปห้ามทำแบบนี้เด็ดขาดนะครับ เวลามีเพศสัมพันธ์ก็ให้ทำในสิ่งที่อยากทำ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติแล้วมุ่งมั่นให้ตัวเองถึงจุดสุดยอดให้ได้…ชักช้าเดี๋ยวสามีถึงจุดสุดยอดไปซะก่อนนะ

ทดสอบตัวเอง…เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนคงรู้จักหรือไม่ก็เคยสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองมาก่อน ลองเปิดแอร์นอนสบายๆ แล้วลองช่วยเหลือตัวเองดูสักครั้ง ใช้จินตนาการเท่าที่ใจอยากจะทำ พยายามกระตุ้นตัวเองให้มากที่สุด ถ้าสามารถถึงจุดสุดยอดได้ ขั้นต่อไปก็ไม่ยากแล้วครับ การช่วยตัวเองก็จะช่วยให้เราได้รู้ว่าเราชอบกระตุ้นแบบไหน เวลามีเพศสัมพันธ์ของจริงก็บอกไปเลยว่าฉันชอบแบบนี้นะ ลองทำให้ฉันถึงจุดสุดยอดไปเลยได้หรือเปล่า ก็เหมือนใช้ให้สามีสำเร็จความใคร่ให้นั่นเองครับ
เวลามีเพศสัมพันธ์กันจริงๆ ก็เอาจินตนาการที่เราใช้ตอนช่วยเหลือตัวเองมาเป็น ส่วนประกอบด้วยก็จะทำให้ถึงจุดสุดยอดได้ไม่ยาก และเมื่อเคยถึงจุดสุดยอดแล้วครั้งต่อๆไป ก็มักไม่มีปัญหาอย่างว่าอีก

ผู้หญิงที่เคยแต่นอนเฉยๆ ให้สามีทำให้มันเสร็จๆ ก็ต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองบ้าง แล้วลองให้สามีนอนเฉยๆ บ้าง ขอฉันทำบ้าง ลองสักครั้งที่ไม่ต้องคิดถึงใคร ทำอย่างที่ตัวเองอยากทำ ควบคุมจังหวะต่างๆด้วยตัวเอง อย่าลืมใส่จินตนาการของเราไปเยอะๆ นะ…จุดสุดยอดก็อยู่ไม่ไกลเกินไขว่คว้าหรอกครับ

ในคนที่ไม่เคยถึงจุดสุดยอดก็พบกว่าการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง สามารถทำให้ถึงจุดสุดยอดได้กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และหลังจากนั้นก็สามารถถึงจุดสุดยอดได้จากการ มีเพศสัมพันธ์ปกติมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ผลการรักษาค่อนข้างจะดีมาก ดังนั้นหากไม่เคยถึงจุดสุดยอด ปีนไม่ถึงสวรรค์ซักที ก็ไม่ต้องอายหรอกครับ ไปปรึกษาคุณหมอซะ แต่ถ้ายังอายๆ อยู่ก็อ่านเรื่องอย่างว่าของหมออานนท์นี้แล้วลองทำดู ก็หวังว่าคนที่ไม่เคยถึงจุดสุดยอด จะได้มีความสุขเหมือนชาวบ้านคนอื่นบ้าง
นี่ถ้าอ่านแล้วลองไปทำดู ถึงจุดสุดยอดกันเป็นแถว ก็คงได้บุญได้กุศลเพราะเรื่องนี้เยอะเลยนะครับ…สาธุ

ประมาณ 10 % ของผู้หญิงไม่สามารถถึงจุดสุดยอดได้เลยตลอดชีวิต!

ป้ายกำกับ: ,

8 วิธีถนอมรักให้ยืนยาว

“กว่าที่คน 2 คน จะรักกันได้ก็ยากพออยู่แล้ว แต่การถนอมความรักที่มีต่อกันให้ยั่งยืนยาวนานนั้น ยากยิ่งกว่า”

ใครก็ไม่รู้พูดถึงการครองรักนี้ไว้ตรงใจดีเหลือเกิน เคยลองถามคนอื่นๆ ดูถึงเรื่องนี้ ก็มีเสียงยืนยันสนับสนุนท่วมท้นจากผู้มีประสบการณ์ว่า จริงของเขาค่ะ งานนี้ชัวร์ไม่มีมั่วนิ่ม…ได้ยินอย่างนี้แล้วบรรดาคนโสดทั้งหลายก็อย่าเพิ่งขยาด กลัวความรักกันไปเสียหมดนะคะ ใจเย็นๆ ก่อน เพราะถึงการรักษาความรักไม่ให้จืดจางนั้นจะยาก ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางเสียเลยซะทีไหน
ถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่อยากให้ชีวิตคู่ของคุณอบอวลไปด้วยความรัก ความสุข คุณและเขาคนนั้นก็ไม่ควรขาดเรื่องสำคัญต่อไปนี้…

1. ซื่อสัตย์ต่อกัน

เรื่องของความซื่อสัตย์ ซื่อตรงต่อกันนั้น นับเป็นหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในครอบครัว เพราะสิ่งนี้หมายรวมไปถึง การให้เกียรติ ความไว้ใจ เชื่อถือศรัทธาระหว่างคนในบ้าน การโกหกหลอกลวงและไม่ซื่อตรงต่อกันนั้น เป็นต้นเหตุให้ครอบครัวมากมายต้องแตกสลายมาแล้ว ดังนั้นถ้าไม่อยากต้องมานั่งกลุ้มใจในภายหลังก็อย่ารินอกใจกันกันเด็ดขาด

2. เปิดเผย จริงใจ

ความปรารถนาดีอย่างจริงใจ เป็นสิ่งที่คนรักกันควรมอบให้โดยไม่ต้องร้องขอ ความกล้าที่จะติเตียน ชี้แนะถึงข้อผิดพลาด และบกพร่องในทุกๆ เรื่อง และต่างพร้อมรับฟังเพื่อช่วยกันแก้ไขข้อบกพร่อง จะทำให้รักของคุณไม่มีวันจืดจางอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นจงอย่ากลัวที่จะพูดความจริงกับคนที่คุณรัก

3. หนักแน่น ไม่ใช้อารมณ์

แม้ว่าจะรักกันเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแล้ว เป็นธรรมดาที่จะต้องมีเรื่องกระทบกระทั่ง โต้เถียงทะเลาะกันบ้าง ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร เพียงแต่ต้องไม่ลืมตัว ระบายความรู้สึกออกมาด้วยการใช้อารมณ์โกรธเกรี้ยว ดุด่าทำร้ายกัน ในการแก้ปัญหา แม้ว่าจะไม่พอใจขนาดไหนก็ควรตั้งสติ ข่มใจให้สงบเพื่อหาทนทางแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะคลี่คลายไปในที่สุด

4. ร่วมทุกข์ร่วมสุข

ในยามที่เกิดปัญหาขึ้นหรืออุปสรรคในครอบครัว ต้องร่วมมือร่วมใจและอดทนที่จะฝันฝ่าต่อความยากลำบากไปด้วยกัน เป็นเรื่องที่สำคัญมากอีกข้อที่ไม่ควรมองข้ามไป การปลุกปลอบคอยเป็นกำลังใจต่อกันในยามยาก ย่อมจะทำให้เกิดความเข้าอกเข้าใจจนเกิดเป็นความเป็นความผูกพันที่จะทำให้ ความรักที่มีต่อกันแน่นแฟ้นเพิ่มมากขึ้น

5. มีน้ำใจช่วยเหลือกัน

การแสดงน้ำใจด้วยการช่วยเหลือคนในครอบครัว หรือคู่ชีวิตของคุณ โดยไม่ดูดายทอดธุระให้เป็นหน้าที่ของใครเพียงฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่จะทำให้ความรักในหัวใจระหว่างกันไม่เหือดแห้งหายไป

6. ให้อภัยเมื่อทำผิด

สุภาษิตเขายังบอกว่า “สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” แล้วจะประสาอะไรกับคนธรรมดาๆ อย่างตัวคุณเองหรือคนที่คุณรัก ที่คงจะต้องมีเรื่องผิดพลาดในชีวิตขึ้นบ้าง จงให้อภัยและให้โอกาสเขาแก้ตัวใหม่อีกครั้ง

7. ไม่ริดรอนความเป็นส่วนตัว

ถึงแม้ว่าจะรักกันปานใด แต่มนุษย์ทุกคนยังคนรักอิสระ และต้องการเก็บความเป็นส่วนตัว (แม้จะเหลืออยู่ไม่มากนัก) เพราะฉะนั้นต้องเคารพในความเป็นส่วนตัวของอีกฝ่าย ไม่ก้าวก่าย วุ่นวาย และให้อิสระในการใช้ชีวิตต่อกันบ้าง หมดสมัยแล้วกับการที่จะต้องฝืนใจทำสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อเอาใจกัน ถ้าทำได้อย่างนี้ชีวิตคู่ของคุณก็จะแฮปปี้ ไม่มีปัญหา

8. บอกรักกันบ้าง

แม้จะไม่บอกด้วยคำพูดตรงๆ แต่การกระทำที่แสดงออกถึงความรักตามสไตล์หรือแบบฉบับของคุณเอง ที่จะสื่อสารให้อีกฝ่ายได้รับรู้ถึงความรู้สึกรักที่คุณมีให้ จะเป็นน้ำจิ้มรสเด็ดที่จะช่วยให้ชีวิตรักของคุณทั้งสองมีสีสันมากขึ้น ความโรแมนติก สวีทหวานแหววนานๆ เอามาใช้ให้ชุ่มฉ่ำหัวใจเสียบ้าง ก็ไม่เสียหายหรอกนะคะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ วิธีถนอมรักที่เอามาฝากกันในครั้งนี้ หวังว่าอ่านแล้วคงไม่ลืมเอาไปใช้กันบ้างนะคะ
ขอขอบคุณและภาพประกอบจาก

thanks,women.kapook.com

ป้ายกำกับ:

พิธีเมเฮนดี

พิธีแต่งงานของชาวอินเดีย เจ้าบ่าวชาวอินเดียได้รับการยกย่องว่าเป็นวิษณุ ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับเจ้าสาวผู้ถือว่าเป็นของขวัญล้ำค่าที่เทพเจ้าสมควรได้รับ ส่วนเจ้าสาวชาวอินเดียเปรียบดั่งเทพธิดาลักษมี ซึ่งรูปแบบชุดแต่งงานและเครื่องประดับจึงเหมือนเทพธิดา ส่วนใหญ่นิยมสวมส่าหรี และเครื่องประดับ อันได้แก่ สร้อยคอ กำไล แหวน แหวนจมูก กำไลข้อเท้า และแหวนนิ้วเท้า ส่วนเจ้าบ่าวมักสวมชุดแบบโบราณ โดยเฉพาะทางตอนใต้ของอินเดียเจ้าบ่าวมีผ้าโพกศีรษะ ประดับดอกไม้ เพื่อปกป้องเจ้าบ่าวจากสิ่งเลวร้าย











อย่างไรก็ตาม ในพิธีแต่งงานจะมีสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ซึ่งถือว่าสำคัญมาก คือ “เมเฮนดี” หรือพิธีเพ้นท์ตามร่างกายของว่าที่เจ้าสาว กล่าวกันว่าพิธีแต่งงานจะไม่สมบูรณ์หากเจ้าสาวไม่ได้ทำพิธีเมเฮนดี เพราะเชื่อกันว่า…สีน้ำตาลแดงที่ใช้เพ้นท์ร่างกายในพิธีนั้น เป็นตัวแทนความมั่งมี ร่ำรวย ที่เจ้าสาวจะนำมาสู่ครอบครัวฝ่ายชาย

โดยจะต้องเพ้นท์ตั้งแต่บริเวณมือไปจนถึงข้อศอกและเท้า เพื่อความสวยงาม ขณะเดียวกันผู้เข้าร่วมพิธีจะต้องทำการเพ้นท์ที่มือด้วยเหมือนกัน

ที่มา women.kapook.com

ป้ายกำกับ: ,

เซ็กส์แบบไหน เพิ่มโอกาสการมีลูก

ดอกเตอร์อะลัน เพซี ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบพันธ์เพศชาย และคณะจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ของอังกฤษ เผยผลการวิจัยที่ชี้ว่า การมีเพศสัมพันธ์แบบ “Gourmet sex” ที่ตื่นเต้นและเร่าร้อนราวกับเพิ่งเจอกันครั้งแรก จะช่วยเพิ่มโอกาสการมีบุตรให้แก่คู่สามีภรรยาได้ เวลามีเพศสัมพันธ์ผู้ชายปกติจะหลั่งน้ำอสุจิที่มีตัวสเปิร์มอยู่ประมาณ 250 ล้านตัว แต่การมีเซ็กส์แบบที่ว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนสเปิร์มได้ถึง 50% นอกจากนี้ ยังทำให้ได้สเปิร์มที่แข็งแรงขึ้น เพิ่มโอกาสมีบุตรให้มากขึ้นตามไปด้วย

ดอกเตอร์เพซี แนะด้วยว่า คู่สามีภรรยาที่อยากมีทายาทไม่ควรปฏิบัติกิจราวกับเป็นงานที่น่าเบื่อ แต่ควรหันมาเพิ่มรสชาติลีลารักไม่ให้จืดชืดจะดีกว่า

ดอกเตอร์โจแอนนา เอลลิงตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะการมีบุตรยาก กล่าวว่า เมื่อเซ็กส์ดีขึ้น โอกาสการปฏิสนธิก็มากขึ้น และอีกอย่างหนึ่งที่ผู้ชายไม่ทราบก็คือ ยิ่งการมีเพศสัมพันธ์เร่าร้อนมากเท่าไหร่ อัณฑะก็จะผลิตสเปิร์มได้มากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ เซ็กส์ที่สุขสมยังทำให้ฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอด เพิ่มโอกาสการมีลูกได้อีกทางหนึ่ง เพราะการหดตัวแรงขึ้นของกล้ามเนื้อบนเรือนร่างของพวกเธอจะช่วยเพิ่มแรงดึงดูดสเปิร์มให้เข้าไปในโพรงมดลูกมากขึ้น

ผลวิจัยนี้ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาที่ทำในสุกร ของทีมนักวิทยาศาสตร์เดนมาร์ก เมื่อเร็วๆ นี้ที่พบว่าสุกรที่ถูกกระตุ้นทางเพศโดยมนุษย์ขณะการผสมเทียม มีการติดลูกเพิ่มขึ้นถึง 6%


ที่มา women.kapook.com

ป้ายกำกับ: ,

5 ตัวร้าย ทำลายเซ็กส์

5 ตัวร้าย ทำลายเซ็กส์ เซ็กส์ ที่ดีต้องมีการประสานสอดคล้องร่วมแรงร่วมใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา และแคร์ความรู้สึกของกันและกัน บางครั้งพฤติกรรมบางอย่างบนเตียงที่แสดงออกไปโดยไมู่้รู้ตัว ก็ทำเอาเซ็กส์สะเทือนได้เหมือนกัน ต่อไปนี้คือ 5 พฤติกรรมที่เป็นตัวร้ายทำลายเซ็กส์…

อาการคลื่นไส้

จุดสุดยอดจากออรัลเซ็กส์คือออกัสซั่มที่เข้มข้นถึงใจที่สุดของมนุษย์โลก ดังนั้น อาจพูดได้ว่าการส่ายหัวดิกไม่ยอมทำออรัลให้คนรักเป็น เรื่องที่ให้อภัยไม่ได้ (ขนาดนั้นเชียว) ปฏิกิริยาทำท่าแขยงน้ำอสุจิย่อมทำให้ผู้ชายหมดอารมณ์ทันตาเห็น วิธีแก้คือ ถ้ากังวลเรื่องกลิ่นก็จับผู้ชายอาบน้ำให้สะอาดทุกซอก ทุกมุม หรือกลัวว่าจะสำลักก็จัดแจงท่าทางให้ถนัดถนี่ หรือคิดหนักเรื่องควรกลืนกินหรือไม่ อย่าคิดมากค่ะ ผู้ชายไม่แคร์ว่ากลืนหรือไม่กลืน แต่ถ้าไม่อยากกลืนมีวิธีหลีกเลี่ยงคือ เมื่อสังเกตเห็นว่าอาการของเขาเข้าขั้นสุดกลั้นเต็มที ให้ถอนปากออกแล้วใช้มือดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงจุดเขื่อนทะลาย ราดรดบนตัวเราหรือตัวเขาก็ได้ค่ะ

ไม่กล้าลองของใหม่

สาวบางรายไม่กล้าลองของแปลกแหวกแนว เช่น เกิดอาการตื่นตระหนกใจสั่น เมื่อคนรักขอร้องให้ลองสวมบทบาทเป็นนั่นเป็นนี่บนเตียงนอน หรือให้เลียอาหารออกจากตัวของเขา จริงๆ แล้วเรื่องไหนไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ยอมๆ เขาไปเถอะค่ะ การปฏิเสธทุกครั้งเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่าเราไม่สนใจความสุขของเขา แถมยังทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาเสนอนั้นเป็นเรื่องไม่ดีเสียอีก

ไม่รู้จักร่างกายตัวเอง

ผู้หญิงซับซ้อนกว่าผู้ชายในเรื่องมาสเตอร์เบท เพราะผู้ชายทุกคนบนโลกใบนี้ทำเป็นทั้งนั้นด้วยวิธีเดียวกันหมด ในขณะที่ผู้หญิงต้องปิดห้องล็อก แล้วค้นหาตัวเองว่าตรงส่วนไหนที่เป็นจุดเสียวซ่าน เชื่อไหมว่ายังมีผู้หญิงอีกมากมายที่มาสเตอร์เบทไม่เป็น เลยไม่ได้เรียนรู้ร่างกายตัวเอง ไปๆ มาๆ ก็เลยส่งผลให้ไม่ค่อยสุขสมกับเรื่องบนเตียง เซ็กส์เลยพานป่วยไปด้วยไงคะ

ไม่เคยเป็นฝ่ายรุก

ถ้ามัวแต่นั่งคอยนอนคอยให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มทุกครั้ง เราอาจรอจนเครียดหนัก ยิ่งถ้ารอแล้วแห้วบ่อยๆ ละก็ ชีวิตเซ็กส์เริ่มง่อนแง่นแล้วค่ะ ขอแนะนำให้รวบรวมความกล้าและอารมณ์เร่าร้อน กระโจนเข้าใส่เขา เข้าคลุกเคล้าวงใน นัวเนียจับเปลื้องผ้า รับรองค่ะว่าเขาจะประหลาดใจจนเจ้าหนูตั้งเด่ เพราะคาดไม่ถึงว่าเราเป็นสาวใจกล้าก็ได้ด้วย ผลัดกันรุกผลัดกันรับแบบนี้ ช่วยสร้างสีสันให้อารมณ์รักได้ดีกว่านอนแบรอรับการกระทำฝ่ายเดียวนะคะ

ขี้อายเกินเหตุ

บางครั้งอาจมีเรื่องให้ต้องอับอายขายขี้หน้า เช่น กำลังเวิร์กกันอยู่ดีๆ ก้มลงมองอีกที เอ้า! แดงเถือกเต็มที่นอน ประจำเดือนมาเร็วกว่าที่คาดไว้ หรือด้วยอารมณ์หื่นกระหายเต็มที่ สาวเจ้าก็กดหัวแฟนหนุ่มให้บริการออรัลเซ็กส์อย่างถึงอกถึงใจ โดยลืมไปว่าเมื่อตะกี้เพิ่งทาครีมรักษาเชื้อราในช่องคลอด ของแบบนี้เกิดขึ้นได้ค่ะ ไม่ต้องอับอายถึงขนาดเอาปี๊บคลุมหัว หรือเซ็กส์หดไม่กล้ากุ๊กกิ๊กกันอีก วิธีแก้ก็คือหัวเราะแก้เก้อ และอธิบายให้เขาเข้าใจ แค่นั้นก็พอ

น้องหนูสามารถทำความ สะอาดตัวเองได้ จริงๆ แล้วน้องหนูสะอาดกว่าช่องปากของคนเราเสียอีก ดังนั้น การทำออรัลเซ็กซ์จึงสะอาดกว่าการจูบปากกัน!

ที่มา women.kapook.com

ป้ายกำกับ:

เมื่อว่าที่พ่อตา แม่สามีไม่ปลื้ม

หลายครั้งหลายหนที่กระแส “คุณแม่ไม่ปลื้ม” กลายเป็นปัญหาหนามยอกอกของว่าที่บ่าว-สาวหลายคู่ หากท้ายที่สุดถ้าสามารถจบลงได้อย่างแฮปปี้เอนดิ้งย่อมเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต่างรู้สึกยินดีร่วมกัน แม้ในระหว่างที่หนุ่ม-สาวคบหาดูใจกันจะเป็นเรื่องของคนสองคน แต่เมื่อตัดสินใจจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน นอกจากคนสองคนแล้วยังต้องคำนึงถึงคนในครอบครัวของทั้งสองฝ่ายด้วย…

การแต่งงานที่ผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวได้รับการยอมรับที่ดีจากครอบครัวของทั้งสองฝ่ายนั้น ย่อมเป็นการเริ่มต้นครอบครัวใหม่ที่สมบูรณ์พร้อม ดังนั้น ว่าที่สมาชิกใหม่ต้องขจัดปัญหา “ความไม่ปลื้ม” ที่เป็นสาเหตุของการไม่ยอมรับให้หมด

สาเหตุว่าที่พ่อตา แม่สามีไม่ปลื้ม

- ว่าที่ลูกเขยหรือลูกสะใภ้มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม เช่น พูดจาไม่สุภาพ ไม่อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่มีสัมมาคารวะ เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตนเอง ฯลฯ คุณสมบัติเหล่านี้อาจจะทำให้ว่าที่พ่อตา แม่สามีเห็นว่าอาจก่อปัญหาในชีวิตคู่ระยะยาวได้

- ทัศนคติส่วนตัวที่มีต่อว่าที่ลูกเขย ลูกสะใภ้ อย่างระดับฐานะ ระดับการศึกษา ซึ่งคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับลูกของตน แต่สิ่งเหล่านี้อาจไม่มีผลต่อชีวิตคู่ ถ้าทั้งสองรักกันจริง และมีการปรับตัวที่เหมาะสมเข้าหากัน

- มีบางกรณีที่เป็นเรื่องของ “ความหวง” ส่วนตัวของคุณพ่อคุณแม่ อย่างกรณีที่มีลูกชายหรือลูกสาวคนเดียว ทำให้คุณพ่อคุณแม่เกรงว่าจะถูกทอดทิ้ง หลังจากลูกแต่งงานไปแล้ว จนเกิดความรู้สึกไม่อยากให้ลูกของตนเองแต่งงาน

ปัญหาที่เกิดขึ้น

- ลักษณะนิสัยบางอย่างของว่าที่ลูกเขย ลูกสะใภ้ อาจมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตคู่ เช่น การเอาแต่ใจตนเอง เห็นแก่ตัว ส่วนลักษณะนิสัยบางอย่าง เช่น ไม่สุภาพอ่อนน้อม ไม่มีสัมมาคารวะ สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการเข้าสังคม

- ว่าที่พ่อตา แม่สามี อาจปฏิเสธไม่ยอมรับการแต่งงาน หรือกีดกันไม่ให้ทั้งคู่คบหากัน

- หากทั้งคู่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน คุณพ่อคุณแม่อาจปฏิเสธไม่ให้ลูกเขยหรือลูกสะใภ้เข้ามาอยู่ร่วมบ้าน บางรายอาจตัดขาดไม่แบ่งมรดกให้

วิธีแก้ไขปัญหา (สำหรับคุณลูก)

- ลูกควรรับฟังความคิดเห็นของคุณพ่อคุณแม่

- ว่าที่ลูกเขยหรือลูกสะใภ้ควรปรับตัว

- หากตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจริง ต้องพิสูจน์ให้คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าที่สิ่งที่พวกท่านรู้สึกกังวลจะไม่เกิดขึ้น

- ลูกเขยและลูกสะใภ้ที่ได้รับการยอมรับ ยังคงต้องทำหน้าที่สามีและภรรยาของตนเองให้ดี ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป พ่อตา แม่สามี ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนใจยอมรับได้ เมื่อความรู้สึกทางลบที่มีในตอนแรกคลี่คลายลง

วิธีแก้ปัญหา (สำหรับว่าที่พ่อตา แม่สามี)

- แสดงความคิดเห็นของตนเองให้ลูกรับรู้

- แม้ในที่สุดผู้เป็นลูกยังยืนยันการตัดสินใจแต่งงาน ผู้เป็นพ่อแม่อาจพิจารณาให้มีการจัดแค่พิธีการงานเลี้ยงทางสังคม โดยชะลอเรื่องการจดทะเบียนสมรส หรือการมีลูก ซึ่งจะเป็นข้อผูกมัด และมีผลทำให้เวลาหย่าร้างแยกทางกันในอนาคตกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก


ที่มา women.kapook.com

ป้ายกำกับ:

รองเท้าสำหรับเจ้าบ่าว

สำหรับเจ้าบ่าวทั้งหลาย อย่าคิดว่าเรื่องของการแต่งงานเป็นเรื่องของว่าที่เจ้าสาวที่ต้องใส่ใจในความสวยความงามเพียงฝ่ายเดียว เพราะอันที่จริงตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้าของเจ้าบ่าว ก็ต้องได้รับการใส่ใจดูแลไม่แพ้กัน ไม่เว้นแม้แต่เรื่อง “รองเท้า” ที่จะสวมคู่กับชุดเจ้าบ่าวสุดเท่

การเลือกรองเท้าของเจ้าบ่าวนั้น สำคัญเท่าๆ กับการเลือกชุดสูทในวันงานทีเดียว เพราะรองเท้าสามารถบ่งบอกบุคลิกและรสนิยมการแต่งตัว ของว่าที่เจ้าบ่าวได้ดีเท่าๆ กับการเลือกสวมชุดสูท เนคไท นาฬิกา หรือเครื่องประดับอื่นๆ ซึ่งหากเลือกให้ดีจะช่วยเสริมบุคลิกให้ดูหล่อทันสมัยขึ้นได้ไม่ยาก

สำหรับงานแต่งที่ต้องการความสุภาพเป็นทางการ เจ้าบ่าวควรเลือกสวมรองเท้าหนัง ซึ่งมีหลายแบบ อย่างรองเท้าแบบผูกเชือกก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่เสมอ เพราะเข้ากันได้ดีกับสูททุกแบบ หรือจะเลือกสวมรองเท้าหนังแบบหุ้มส้นธรรมดาสวมใส่ง่ายก็มีให้เลือกมากมาย ที่สำคัญทั้งรูปแบบและสีสันต้องเข้ากันได้ดีกับชุดสูทที่สวม หากงานเลี้ยงที่จัดเป็นงานของคู่รักรุ่นใหม่ ที่ไม่ต้องการรูปแบบงานที่เป็นทางการ แต่ต้องการความสนุกในรูปแบบสบายๆ เจ้าบ่าวอาจเลือกสวมรองเท้าแบบหุ้มข้อ ซึ่งจะเข้ากันได้ดีกับเสื้อเชิ้ตที่ดูทันสมัย หรือสูทที่มีดีไซน์อย่างเสื้อเชิ้ตแบบคอจีน หรือสูทที่มีลวดลายเมื่อสวมแล้วจะดูสบายๆ ไม่เป็นทางการ




นอกจากนี้ รูปทรงของหัวรองเท้ายังต้องเข้ากันได้ดีกับแบบของชุดสูทที่เลือกสวม ซึ่งจะช่วยเสริมให้ดูหล่อเหลาสมบูรณ์แบบ ดังนี้…


รองเท้าแบบหัวตัด : ควรสวมคู่กับชุดสูทแบบปกหยัก เพราะหัวรองเท้ามีเหลี่ยมจะเข้ากันได้ดีกับเหลี่ยมหยักที่ปกสูท เมื่อคุณสวมใส่จะดูเข้ากันทั้งชุด

รองเท้าแบบหัวมน : เป็นรองเท้าแบบสากลที่สุภาพ สวยงาม และสวมใส่ง่ายเข้ากันได้ดีกับสูทหลายแบบ รองเท้าแบบหัวมนจะดูดีที่สุดเมื่อสวมคู่กับสูทที่ปกไม่มีหยัก หรือที่เรียกว่า “สูทแบบปกกล้วยหอม” แต่ในกรณีที่ต้องการความเรียบง่าย เจ้าบ่าวสามารถสวมรองเท้าแบบหัวมนคู่กับสูทแบบหยักได้เช่นกัน หัวรองเท้าแบบนี้ยังเหมาะกับสูทสีเข้มอย่างสีดำ และสูทสีอ่อนอย่างสีขาวและสีครีม


รองเท้าแบบหัวแหลม : เป็นรองเท้าที่ออกแบบให้ดูสง่างาม รองเท้าทรงนี้เหมาะกับสูทแบบปกแหลมในโทนสีดำ สีน้ำตาล หรือสีกากี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเลือกสวมกางเกงทรงขากระบอกแคบ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าทรงขาเดฟ รองเท้าหัวแหลมจะสวยงามลงตัวกับแบบของกางเกง และช่วยเสริมบุคลิกได้มากทีเดียว


ที่มา http://women.kapook.com/

ป้ายกำกับ:

สุดยอดของกิน บำรุง Sex!

มนุษย์เราให้ความสำคัญกับอาหารการกินมานาน และนับเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตที่ขาดไม่ได้ จะชั่วดีมีจนอย่างไรก็ต้องกิน ระยะ 3-4 ปี ที่ผ่านมานี้ กระแสการกินเพื่อดูแลสุขภาพกำลังมาแรง ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็จะเห็นว่าแทบทุกร้านอาหารมักจะชูประเด็นสำคัญในเรื่องการดูแลสุขภาพ ว่ามีสรรพคุณช่วยในการเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งเรื่องอาหารจะว่าเป็นแฟชั่นก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะแฟชั่นมาเร็วไปเร็ว เปลี่ยนแปลงบ่อย แต่กับกระแสการกินเพื่อสุขภาพนั้น ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นและคงอยู่ได้นาน

และในหลายๆ สรรพคุณของอาหารนั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เชื่อแน่ว่าหลายท่านคงให้ความสนใจ ก็คือสรรพคุณในเรื่องสุขภาพทางเพศนั่นเอง อันที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มนุษย์เราให้ความสนใจมาแต่โบราณแล้ว ลองมาดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพทางเพศ ซึ่งบางอย่างก็เป็นแค่อาหารพื้นๆ ธรรมดา ที่เราๆ ท่านๆ อาจนึกไม่ถึงเลยทีเดียว อย่างแรกที่อยากแนะนำคือ…





กล้วย

ผลไม้พื้นบ้านธรรมดาที่หาได้ง่ายๆ ตามตลาดทั่วไป อ่ะๆ อย่าดูถูกเจ้าผลไม้ดึกดำบรรพ์ผลสีเหลืองสวยนี้เป็นอันขาดเชียวนะ เพราะนอกจากแป้งและน้ำตาลที่ให้พลังงานอย่างดีแล้ว กล้วยนั้นยังมีคุณประโยชน์ในเรื่องเซ็กส์มากอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว ในผลกล้วยอุดมไปด้วยแร่ธาตุ โปแตสเซียม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท และโปแตสเซียมยังมีส่วนในเรื่องช่วยการทำงานของหัวใจ และความดันโลหิตให้เป็นปกติด้วย นอกจากนี้ กล้วยยังเป็นที่รวมของวิตมินบี 6 ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำหน้าที่ของสารสื่อประสาทในสมองช่วยให้สมองสั่งการได้ดีขึ้น

กล้วยเพิ่มความกระชุ่มกระชวย ช่วยคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ความเครียดในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะส่งผลทำให้เรื่องบนเตียงกับคนรักของคุณราบรื่นอีกด้วย กลับมาจากที่ทำงานหรือออกไปเผชิญรถติดนอกบ้าน ลองรับประทานกล้วยสดแช่เย็นสักผล หรือจะสร้างสรรค์ทำเป็นเครื่องดื่มกล้วยปั่นเย็นๆ ซักแก้ว แล้วคุณจะรู้สึกดีขึ้นได้อย่างง่ายๆ เลยทีเดียว แต่ระวังเรื่องนมกับน้ำเชื่อมเพิ่มแคลอรีในมื้อเย็นนะครับจะกลายเป็นอ้วนไป


มะเดื่อ

ตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณนั้น เชื่อกันว่ามะเดื่อเป็นอาหารที่เพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้อย่างมาก ซึ่งจากความเชื่อนี้นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้ทำการศึกษาแล้วพบว่า ในมะเดื่อนั้นมีสารไนอะซีนอยู่เป็นจำนวนมาก เจ้าสารไนอะซีนตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบี ซึ่งไนอะซีนมีสารเคมีสองชนิดคือ กรดนิโคตินามิก และ ทริปโทแฟน เป็นวิตามินที่เป็นส่วนประกอบของโคเอนไซม์ ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งไฮโดรเจน การลดปริมาณโคเลสเตอรอล ซึ่งทำให้ไนอะซีนเป็นสาระสำคัญ ในการช่วยในเรื่องระบบการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย

ยังไม่หมดแค่นั้น เจ้ามะเดื่อยังมีสาระสำคัญอีกอย่างนึงก็คือ แมกนีเซียม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมนต่างๆ (รวมถึงฮอร์โมนเพศด้วย) และยังช่วยในเรื่องการทำงานของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วย ดังนั้น ก็ไม่ต้องกังวล เมื่อถึงเวลากิจกรรมของคุณกับคู่รักอีกแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นคุณผู้ชายที่ต้องการเลือดไปเลี้ยงเจ้าหนูคู่กาย หรือแม้แต่เมื่ออัตราการหายใจที่ทั้งเร่ง เร็ว และแรง ในขณะที่ปฏิบัติการ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอาการหายใจไม่ทัน หรือหมดแรงสู้กระทันหันอีกต่อไป


หน่อไม้ฝรั่ง

ผักชนิดนี้เรารู้จักกันเป็นอย่างดี หาซื้อง่าย เป็นส่วนประกอบในอาหารประจำวันของคนไทย นอกจากความอร่อยแล้ว คุณประโยชน์ในด้านสมรรถภาพทางเพศทำให้มองข้ามไปไม่ได้เลย เพราะในหน่อไม้ฝรั่งมีสารไนอะซีนซึ่งเหมือนกับมะเดื่อ และที่สำคัญโดยเฉพาะสำหรับคุณผู้ชายคือ สารกลูตาไธโอน ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิดในแง่ทำให้ผิวขาว แต่ในหน่อไม้ฝรั่งนั้น สารกลูตาไธโอนจะทำหน้าที่ร่วมกับวิตามินซีช่วยให้สเปิร์มตื่น คือทำให้เสปิร์มมีความตื่นตัวมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการปฏิบัติการกระทั่งสู่การปฎิสนธิ

ทีนี้คุณผู้ชายทั้งหลายหรือแม้แต่คุณภรรยาที่บ้าน ต้องหันมาให้ความสำคัญกับเจ้าผักฝรั่งสัญชาติไทยตัวนี้กันมากขึ้น เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าความเครียดทั้งจากการทำงาน และสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน หรือแม้แต่ความร้อนจากการอบลูกอัณฑะอยู่ในกางเกงเป็นเวลานานๆ ล้วนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปริมาณและคุณภาพของสเปิร์มลดถอยลงเป็นอย่างมาก


ถั่วบราซิล

อันนี้อาจไม่คุ้นเคยซักเท่าไหร่ แต่เจ้าถั่วเม็ดจิ๋วนี้มีความพิเศษอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว เพราะในถั่วบราซิลนั้น อุดมไปด้วยสารเซเลเนียม ซึ่งถือกันว่าเป็นแหล่งของเซเลเนียมชั้นยอด สารเซเลเนียมนี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้สเปิร์มของคุณผู้ชายแข็งแรง และว่ายน้ำได้เร็วขึ้น โดยมีรายงานกล่าวอีกว่ายังช่วยเพิ่มจำนวนสเปิร์มให้มากขึ้นด้วย นั่นหมายถึงโอกาสการมีลูกสูงขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ ในถั่วบราซิลยังมีวิตามินอี ช่วยให้ผิวของเจ้าสเปิร์มแข็งแรง และหลุดรอดจากการทำลายของอนุมูลอิสระภายในร่างกายของเราด้วย อันนี้ก็นับเป็นข่าวดีของคุณผู้ชายทั้งหลาย ที่คิดว่าเริ่มมีปัญหาหรือมีความเสี่ยงที่จะมีเจ้าตัวสเปิร์มน้อย ทางเลือกในการการบำรุงด้วยถั่วบราซิลก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว






แครอท

ไม่มีใครไม่รู้จัก ก็อย่างที่รู้ๆ กันก็คือ แครอทมีสารเบต้าแคโรทีนที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งแล้ว เจ้าสารเบต้าแคโรทีนนี้ยังมีส่วนช่วยเรื่องเซ็กส์ด้วย ทั้งชายและหญิง

สำหรับผู้ชายนั้นสารเบต้าแคโรทีน มีส่วนช่วยให้ตัวสเปิร์มมีปริมาณมากและแข็งแรงขึ้น สำหรับผู้หญิง เจ้าสารตัวนี้มีส่วนในการเสริมสร้างฮอร์โมนเพศตัวสำคัญ คือ โปรเจสเตอโรนทำให้สภาพผนังมดลูกมีความเหมาะสมในการฝังตัวของไข่ เห็นสรรพคุณแล้วเรียกได้ว่าได้ประโยชน์หลายสถานจริงๆ แถมกินได้ทุกเพศทุกวัน ไม่จำกัดจำนวน และไม่ต้องห่วงแคลอรีด้วยครับ


แอปพลิคอท

ลูกสีส้มๆ กลมๆ นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ในการบำรุงสมรรถภาพทางเพศของคุณผู้หญิงอย่างไม่น่าเชื่อ สาวๆ ที่กำลังจะเป็นเจ้าสาว และวางแผนที่จะเป็นแม่คนในเร็ววันอ่านไว้นะ แอปพลิคอทมีสารเบต้าแคโรทีนและแมงกานีสสูง ซึ่งสารสองตัวนี้ส่งผลให้ผู้หญิงเพิ่มโอกาสการปฏิสนธิได้สูงขึ้น คือคุณจะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากขึ้นนั่นเอง เพราะสารทั้งสองตัวนี้มีส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ทำให้ร่างกายพร้อมรับการตั้งครรภ์ได้ดีขึ้น

ถ้าร่างกายขาดแมงกานีสหรือได้รับไม่เพียงพอ อาจจะทำให้การทำงานของระบบสืบพันธุ์ผิดปกติได้ ทั้งยังก่อให้เกิดประจำเดือนมาไปเป็นปกติอีกด้วย


หอยนางรม

หลายคนคงพอทราบมาบ้างว่าหอยนางรมเป็นอาหารที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางเพศ เพราะมีแร่ธาตุสังกะสีสูงนั่นเอง ซึ่งสังกะสีช่วยทำให้สเปิร์มเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น เท่ากับช่วยเพิ่มโอกาสการมีลูกนั่นเอง นอกจากนี้สังกะสียังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดต่อมลูกหมากบวมอักเสบ ซึ่งถ้าเกิดกับชายใดก็จะอาจมีผลกระทบต่อสมรรถภาพเพศได้เช่นกัน แต่หอยนางรมนอกจากจะมีสังกะสีสูงแล้ว ยังมีโคเลสเตอรอลสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งก็คือสาเหตุที่ก่อให้เกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือดและหัวใจได้ หากรับประทานมากเกินไป

นอกจากนี้ จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าในหอยนางรมดิบอาจมีเชื้อโรค Vibrio Vulnificus ซึ่งมีอยู่ในแหล่งน้ำบางแห่ง ส่วนแหล่งน้ำในประเทศไทยนั้น ยังไม่มีรายงานแน่นอนว่ามีการระบาดของเชื้อชนิดนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ก็ระวังกันด้วยนะ เพราะถ้าอาหารเป็นพิษขึ้นมา นอกจากจะไม่ปึ๋งปั๋ง หมดเรี่ยวแรงแล้ว ยังต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มในโรงพยาบาลอีกก็เป็นได้






ปลาทะเล

เป็นอาหารที่มีประโยชน์มาก เพราะเป็นแหล่งโปรตีนและไขมันชั้นดีคือ กรดโอเมก้า 3 ซึ่งนอกจากจะช่วยบำรุงสมองแล้ว ที่สำคัญยังมีส่วนช่วยในเรื่องสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย

กรดโอเมก้า 3 ในปลาทะเลเป็นสารอีกชนิดหนึ่งที่สร้างสารคล้ายฮอร์โมนชื่อ พลอสตาแกลนดิน ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทในด้านการตอบสนองทางเพศ และเคยใช้เป็นสารที่ใช้ฉีดเฉพาะที่ในชายที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ช่วยให้ผนังเส้นเลือดคลายตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ดีขึ้น

ได้ฟังประโยชน์ของโอเมก้า 3 เพิ่มขึ้นอย่างนี้แล้ว ก็ลองหันมารับประทานปลาทะเลแทนเนื้อสัตว์อื่นๆ ดู เพราะปลาเป็นอาหารที่ย่อยง่าย รับประทานเป็นมื้อเย็นก็ดี กำลังสบายท้อง

อยากจะฝากข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศให้คุณผู้อ่านลองนำไปให้ในชีวิตประจำวัน … พยายามใส่ใจกับความเครียดของตัวเองและคนรักให้มากๆ เพราะเซ็กส์ที่ดีนั้นจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทั้งสองฝ่ายรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป อย่าลืมอีกเรื่องที่สำคัญ ต้องออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้นจะทำให้คุณพร้อมสำหรับปฏิบัติการได้อย่างสมบูรณ์แบบ ราบรื่น และที่สำคัญช่วยให้คุณจัดการความเครียดได้ง่ายๆ ด้วย
ที่มา http://women.kapook.com/wedding00163/

ป้ายกำกับ: ,

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ประเพณีแต่งงานมุสลิม

ประเพณีแต่งงานมุสลิม


ชาวมุสลิมถือว่าการแต่งงาน หรือเรียกกันตามภาษามุสลิมว่า “พิธีนิกาห” นั้นเป็นความสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง
เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความสูงส่งเหนือสัตว์โลกอื่นๆ และเชื่อว่าความผูกพันระหว่างชายหญิงเป็นความผูกพันกันด้วยชีวิต
เพราะต่างก็เปรียบเหมือนวงกลมที่ถูกแบ่งเป็นสองส่วนและแยกจากกัน แต่อัลลอฮ สุบหฯ บันดาลให้มาบรรจบกันจนกลายเป็น
วงกลมที่สมบูรณ์

สำหรับเรื่องของการแต่งงานหรือประกอบพิธี “นิกาห” นั้น ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. การแต่งงานตามบทบัญญัติของศานา
2. การแต่งงานตามประเพณีที่ปฏิบัติกัน

ที่ต้องแบ่งเพราะ 2 ประเภทมีความแตกต่างกันอย่างมาก อย่างเช่นการแต่งของชาวมุสลิมบางคนผสมผสานวัฒนธรรมชุมชน
เข้าไป เช่น การแห่เจ้าสาวเข้ามัสยิดโดยมีต้นกล้วยต้นอ้อยนำหน้าขบวน หรือการมีขนมหวานอย่างการแต่งงานแบบไทยนั้น
เป็นการแต่งงานแบบของมุสลิมที่ไม่ใช่อิสลาม เพราะการแต่งงานแบบอิสลามนั้นเป็นบทบัญญัติมากกว่า 1,400 ปี
และห้ามเสริมเติมแต่งหลักการที่มีอยู่เป็นอย่างอื่น หลักการแต่งงานของอิสลาม

มีเงื่อนไขหลักอยู่ 5 ข้อปฏิบัติ เท่านั้นคือ

1. เจ้าบ่าว
2. “วะลีย์” (ผู้ปกครองของเจ้าสาว) ซึ่งต้องเป็นผู้ปกครองทางด้านเชื้อสายและเป็นผู้ที่ไม่สามารถแต่งงานกับเจ้าสาวได้
หมายถึงคุณพ่อของเจ้าสาว พี่ชายแท้ๆ ญาติสนิทแท้ๆ
3. พยาน 2 คน ต้องเป็นผู้ชายที่มีคุณธรรม คือเป็นผู้ที่เคร่งศาสนา เช่นผู้ที่ทำละหมาดวันละ 5 ครั้ง
4. คำเสนอของ “วะลีย์”
5. คำสนองของเจ้าบ่าว

ปฏิบัติเพียง 5 ข้อนี้ ชายหญิงก็จะได้ชื่อว่าได้แต่งงานกันอย่างถูกต้อง เป็นสามีภรรยาตามหลักของอิสลามแล้วส่วนการ
จดทะเบียน สมรสนั้นเป็นเรื่องของสังคมและกฎหมายที่เข้ามาเป็นองค์ประกอบ

คำสอนก่อนแต่งงาน
ก่อนทำพิธีนิกาห โต๊ะครู อาจารย์ บาบอ อุซตาซ ซึ่งเป็นชื่อเรียกผู้รู้ตามหลักศาสนาอิสลามที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่
สถานที่ที่ทำพิธีนิกะห ในหลักการของศาสนาอิสลามไม่ได้ระบุชัดเจนว่าต้องทำที่ไหนใครสะดวกที่ไหนก็ทำที่นั่น

ข้อห้าม
สิ่งที่อิสลามห้ามใครทำและเป็นโทษมหันต์ คือ การเชื่อถือโชคลาง เพราะเป็นเรื่องผิดหลักศาสนาอย่างไม่ควรให้อภัย
คนอิสลามจะแต่งงานกันเมื่อไหร่ก็ได้ ยิ่งแต่งงานกันในวันที่คนอื่นไม่แต่งยิ่งดีเพราะเป็นการพิสูจน์ว่าเราไม่เชื่อเรื่องฤกษ์ยาม
อีกประการหนึ่งที่ชาวมุสลิมบางพื้นที่อาจลืมก็คือ การแต่งงานของอิสลามจะไม่มีการแห่ใดๆ ทั้งสิ้น
ถ้าเห็นมุสลิมแต่งงานแล้วมีการแห่ นั่นคือการแต่งงานของมุสลิมที่ไม่ใช้อิสลาม

รักกันแต่ต่างศาสนา
อิสลามไม่อนุญาตให้คู่รักต่างศาสนาแต่งงานกัน แต่ถ้ารักกันจริงๆ ต้องเข้าไปเป็นอิสลามก่อน โดยการเรียนรู้ศานาให้เข้าใจถึง
หลักของอิสลามโดยถ่องแท้จากผู้รู้ เพราะไม่อย่างนั้นจะไม่เข้าสู่เงื่อนไข 5 ข้อของการแต่งงานตามหลักอิสลาม
และถ้าเจ้าสาวนับถือศาสนาอื่นก่อนมารับถือศาสนาอิสลาม หรือคนในครอบครัวยังคงนับถือศาสนาเดิมอยู่

ก่อนการแต่งงานจะต้อง แต่งตั้งผู้อื่นให้ทำหน้าที่ผู้ปกครองแทน ผู้แทนอาจเป็นครูที่สอนศาสนาให้ก็ได้ หรือเป็นผู้รู้ที่เคารพ
นับถือก็ได้

รายละเอียดของการนิกาหตามหลักอิสลาม
ประเพณีการแต่งงานในศาสนาอิสลาม เริ่มจากการสู่ขอ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องสู่ขอสตรีที่สามารถแต่งงานได้ด้วยเท่านั้น
หมายถึงหญิงที่ไม่ได้อยู่ระหว่าง อิดดะฮ (อยู่ในช่วงสามเดือนแรกของการหย่าร้าง) หรือหญิงสามีตาย (ซึ่งต้องรอจนครบสี่เดือน
กับสิบวันเสียก่อนจึงจะสู่ขอได้) เมื่อฝ่ายหญิงตอบตกลงและกำหนดมะฮัร คือเงินที่ฝ่ายชายมอบให้ฝ่ายหญิง ตามที่ฝ่ายหญิงเรียกร้อง
และเงินนั้นจะเป็นสิทธิ์ของฝ่ายหญิงแต่เพียงผู้เดียว)

เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องหาวันแต่งงานตามสะดวก วันแต่งงานเจ้าบ่าวจะต้องยกของหมั้นหรือมะฮัรมาที่บ้านเจ้าสาว
หรือนัดวะลีย์และพยานทั้งสองฝ่ายไปเจอกันที่มัสยิดก็ได้

คำกล่าวที่ใช้ในพิธีนิกาห
คำเสนอของวะลีย์ คือคำกล่าวของผู้ปกครองฝ่ายเจ้าสาวเพื่อให้เจ้าบ่าวยอมรับการแต่งงานครั้งนี้
มีหลักใหญ่ใจความว่า
“ฉันนิกาฮท่าน (ชื่อเจ้าบ่าว) กับลูกสาว (ชื่อเจ้าสาว) ด้วยมะฮัรที่ตกลงกันไว้”
เมื่อวะลีย์กล่าวคำเสนอจบแล้ว เจ้าบ่าวต้องกล่าวคำสนองว่า
“ผมรับการนิกาหกับนางสาว (ชื่อเจ้าสาว) ด้วยมะฮัรตามที่ตกลงไว้”
หลังจากนั้นจะมีการอ่านคัมภีร์อัลกรุอาน (บทที่ว่าด้วยการครองเรือน) ให้บ่าวสาวฟัง เพียงแค่นี้ก็เสร็จสมบูรณ์

การเลี้ยงฉลองการแต่งงาน
หลังแต่งงานสามารถจัดงานเลี้ยงฉลองได้ เรียกว่า “วะลีมะฮ” ซึ่งจัดเลี้ยงที่บ้าน สโมสร หรือโรงแรมก็ได้ ตามสะดวก
การเลี้ยงฉลองอาจไม่ต้องทำในวันเดียวกับวันนิกาหก็ได้ แต่การเลี้ยงฉลองนั้นต้องไม่เกิน 2 วัน เพราะอิสลามเคร่งครัด
ในเรื่องของงานเลี้ยงที่ฟุ่มเฟือย โดยมีคำกว่าวไว้ว่า “งานเลี้ยงที่เลวที่สุดคืองานเลี้ยงพิธีนิกาห และเลี้ยงเฉพาะคนรวย”
เพราะศาสนาอิสลามเชื่อว่าทุกคนเท่าเทียมกันไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ

เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับอิสลาม
- มุสลิมใหม่เรียกว่า มุอัลลัฟ
- เมื่อเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามแล้ว ไปงานศพได้ แต่ห้ามร่วมพิธี
- อิสลามไม่ใช่เพียงการนับถือ แต่คือการปฏิบัติทุกอย่างในชีวิต
- มุสลิมที่ดีนอกจากไม่รับประทานหมู ก็ต้องไม่ดื่มเหล้าและทำละหมาด 5 เวลา มีกิริยาวาจาเรียบร้อย ไม่ล่วงละเมิดจับมือสาว
- สตรีที่ดีที่สุดคือสตรีที่เรียกมะฮัร (จากฝ่ายชาย) น้อยที่สุด
- หลังแต่งงาน “มะฮัร” จะเป็นของผู้หญิงครึ่งหนึ่งก่อน จนกว่าจะได้อยู่ด้วยกันโดยพฤตินัยแล้วจึงเป็นของฝ่ายหญิงทั้งหมด
แต่หากหลังพิธีแต่งงานแล้วคู่สาวมิได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากันจริงๆ มะฮัรก็จะตกเป็นของผู้หญิงเพียงครึ่งเดียว

ป้ายกำกับ: ,

เกร็ดความเชื่อเรื่องประเพณีแต่งงานจีน

เกร็ดความเชื่อเรื่องประเพณีแต่งงานจีน

- เชื่อกันว่า ถ้าคู่รักอายุห่างกัน 6 ปี ดวงจะขง ห้ามแต่งงานกัน เพราะถึงแต่งไปก็ไม่ดี

- เมื่อเจ้าบ่าวยกขันหมากมา พ่อแม่เจ้าสาวต้องหลบไปก่อน ห้ามประจันหน้ากับเจ้าบ่าว และขบวน
ขันหมาก เพราะถือว่าอีกหน่อยจะไม่ลงรอยกัน

- ตาม ฤกษ์วันแต่ง ซินแสจะกำหนดว่าคนเกิดราศีใดบ้างที่เป็นกาลกิณี คนราศีนั้นต้องหลบหน้า
ไปจาก พิธีรับตัวเจ้าสาว

- เจ้าสาวต้องซื้อหวี 4 เล่ม เอาเคล็ดคำมงคลว่า " ซี้ซี้อู่หอซิว " แปลว่า จะได้รับทรัพย์ตลอดเวลา

- แม่สามีสมัยก่อนมักหาจังหวะดี ๆ แอบกดหัวเจ้าสาว เพื่ออีกหน่อยตนจะได้เป็นฝ่ายคุมลูกสะใภ้

- ก่อนออกจากบ้าน เจ้าสาวต้องถอดตุ้มหูออก เพราะเชื่อว่าตุ้มหูจะถ่วงความเจริญ และรั้งเจ้าสาว
ไว้กับบ้านเก่า เมื่อไปถึงบ้านเจ้าบ่าวจึงจะสามารถใส่ได้

- เมื่อเจ้าสาวจะเข้าบ้านฝ่ายชาย มีธรรมเนียมจีนโบราณอยู่ว่า ให้เจ้าบ่าวเอามือเท้าประตู แล้วให้
เจ้าสาวมุดเข้าไป เป็นเคล็ดว่าให้ภรรยาอยู่ใต้อำนาจสามี

- คู่แต่งงานใหม่ให้วางส้มเช้ง 2 ลูก ไว้หัวแตียง เพราะเชื่อว่าจะทำให้ได้ลูกชาย

- ในงาน ตึ่งฉู่ บางบ้านจะมีธรรมเนียมที่อนุญาตให้ฝ่ายเจ้าสาว เอาสิ่งของ ของฝ่ายชาย เช่น
เอารองเท้าไปซ่อน เพื่อเรียกอั่งเปาเป็นการไถ่คืน

- คนจีนไม่นิยมแต่งงานช่วงกินเจ เพราะเป็นช่วงที่ทั้งประตูสวรรค์ และประตูนรกเปิด
ทำให้อาจมีสิ่งไม่ดีเข้ามาใน งานมงคล และติดตัวไปตลอด ชีวิตการแต่งงาน

ป้ายกำกับ: ,

เกร็ดความเชื่อเรื่องประเพณีแต่งงานจีน

เกร็ดความเชื่อเรื่องประเพณีแต่งงานจีน

- เชื่อกันว่า ถ้าคู่รักอายุห่างกัน 6 ปี ดวงจะขง ห้ามแต่งงานกัน เพราะถึงแต่งไปก็ไม่ดี

- เมื่อเจ้าบ่าวยกขันหมากมา พ่อแม่เจ้าสาวต้องหลบไปก่อน ห้ามประจันหน้ากับเจ้าบ่าว และขบวน
ขันหมาก เพราะถือว่าอีกหน่อยจะไม่ลงรอยกัน

- ตาม ฤกษ์วันแต่ง ซินแสจะกำหนดว่าคนเกิดราศีใดบ้างที่เป็นกาลกิณี คนราศีนั้นต้องหลบหน้า
ไปจาก พิธีรับตัวเจ้าสาว

- เจ้าสาวต้องซื้อหวี 4 เล่ม เอาเคล็ดคำมงคลว่า " ซี้ซี้อู่หอซิว " แปลว่า จะได้รับทรัพย์ตลอดเวลา

- แม่สามีสมัยก่อนมักหาจังหวะดี ๆ แอบกดหัวเจ้าสาว เพื่ออีกหน่อยตนจะได้เป็นฝ่ายคุมลูกสะใภ้

- ก่อนออกจากบ้าน เจ้าสาวต้องถอดตุ้มหูออก เพราะเชื่อว่าตุ้มหูจะถ่วงความเจริญ และรั้งเจ้าสาว
ไว้กับบ้านเก่า เมื่อไปถึงบ้านเจ้าบ่าวจึงจะสามารถใส่ได้

- เมื่อเจ้าสาวจะเข้าบ้านฝ่ายชาย มีธรรมเนียมจีนโบราณอยู่ว่า ให้เจ้าบ่าวเอามือเท้าประตู แล้วให้
เจ้าสาวมุดเข้าไป เป็นเคล็ดว่าให้ภรรยาอยู่ใต้อำนาจสามี

- คู่แต่งงานใหม่ให้วางส้มเช้ง 2 ลูก ไว้หัวแตียง เพราะเชื่อว่าจะทำให้ได้ลูกชาย

- ในงาน ตึ่งฉู่ บางบ้านจะมีธรรมเนียมที่อนุญาตให้ฝ่ายเจ้าสาว เอาสิ่งของ ของฝ่ายชาย เช่น
เอารองเท้าไปซ่อน เพื่อเรียกอั่งเปาเป็นการไถ่คืน

- คนจีนไม่นิยมแต่งงานช่วงกินเจ เพราะเป็นช่วงที่ทั้งประตูสวรรค์ และประตูนรกเปิด
ทำให้อาจมีสิ่งไม่ดีเข้ามาใน งานมงคล และติดตัวไปตลอด ชีวิตการแต่งงาน

ป้ายกำกับ: ,

ขั้นตอนแต่งงานแบบฉบับประเพณีจีน

พิธีแต่งงานจีน ตามแบบฉบับประเพณีแต่งงานจีนแต้จิ๋ว


ขั้นตอนการปฏิบัติในพิธีแต่งงานจีน ถ้าจะดำเนินการให้ละเอียดจริง ๆ นั้น มีอยู่มากขั้นตอน ซึ่งจะขอนำเสนอในส่วน
ของประเพณีแต่งงานแบบจีนแต้จิ๋ว ซึ่งเน้สหลักสำคัญของการดำิเนินพิธีไว้ค่อนข้างครบถ้วน แต่อาจมีข้อแตกต่างกันในเรื่องของราย
ละเอียดปลีกย่อย ซึ่งในแต่ละที่ก็มีวิธีปฏิบัติแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย โดยหลักธรรมเนียมปฏิบัติประเพณีแต่งงานจีนมีดังนี้

***เจ้าบ่าวดำเนินการสู่ขอเจ้าสาว
ฝ่ายเจ้าบ่าวจัดหาซินแสมาผูกดวงกำหนด ฤกษ์งามยามดี
ตั้งแต่ ฤกษ์พิธีหมั้น ฤกษ์พิธีปูเตียง ฤกษ์รับตัวเจ้าสาว จนถึงฤกษ์ตัดชุด

***เจ้าบ่าวเตรียมของหมั้น

ได้แก่้เงินสินสอด ทองหมั้น ในเรื่องของเงินสินสอด ตามประเพณีจีน
ถ้าฝ่ายเจ้าสาว มีอากง หรืออาม่า อยู่ จะต้องจัดเงินอั่งเปาใส่ซองสีแดงด้วย
ส่วนทองหมั้น ส่วนใหญ่นิยมใช้เครื่องประดับ 4 ขนิด คือ แหวน ต่างหู สร้อย
และ กำไล
นอกจากนี้ต้องจัดเตรียมเครื่องประกอบพิธีหมั้น เช่น ของเซ่นไหว้
2 ชุด ผลไม้ ชุดหมู ไก่ หรือเป็น ผลไม่ต่าง ๆ แต่ที่ชาวจีนนิยมใช้คือ
ส้มเช้งเขียวสด กล้วยเขียวทั้งเครือ ปกตินิยมใช้กล้วยหอมประกอบพิธีพร้อม
จำนวนกล้วยจะต้องตกท้ายด้วยเลขคู่ และติดตัวหนังสือซังฮี้
ส่วนขนมหมั้น ได้แก่ ขนมเปี๋ยะโรยงา ถั่วตัด ขนมจันอับ ขนมเหนี่ยว
เคลือบงา โก๋อ่อน เสริมด้วยซาลาเปา พกท้อ คุกกี้ และข้าวพองทึบ


***เจ้าสาวจัดเตรียมของในพิธีหมั้น
ได้แก่แหวนไว้สำหรับมอบให้กับเจ้าบ่าว เอี๊ยมแดง ซึ่งมีกระเป๋าให้ใส่
เมล็ดธัญพืช 5 อย่าง เหรียญทองลายมังกร ต้นซุงเฉ้า เสียบปิ่นยู่อ
ี่ที่ปากกระเป๋าเอี๊ยม และมีสร้อยทองคล้องที่สายเอี๊ยม

***เมื่อถึงฤกษ์หมั้น
ฝ่ายชายยกขบวนพร้อมนำเงินสินสอด ทองหมั้น และเครื่องพิธีหมั้น มามอบทองหมั้นสวมแหวนและเครื่องประดับให้เจ้าสาว
เมื่อเสร็จพิธีคู่บ่าวสาวและแขกรับประทานขนมอี้ จากนั้นแบ่งขนมหมั้นให้กับญาติทั้งสองฝ่าย


***ช่วงเช้าวันแต่งงาน
เจ้าสาวสวมชุดใหม่สีสรรสวยงาม เสียบปิ่นยู่อี่ และประดับใบทับทิมที่ผม เมื่อใกล้ถึงฤกษ์ เจ้าสาวจะทานอาหารกับครอบครัว

***ถึงเวลาเจ้าบ่าวมารับตัว

บางบ้านอาจมีการกั้นประตูในช่วงนี้ จากนั้นทั้งคู่ไหว้ฟ้าดิน ไหว้เจ้าที่ ไหว้เทพเจ้าเตาไฟ และไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว
(หากอาม่า อากง ยังมีชีวิตอยู่ ก็ไหว้ท่านก่อนยกน้ำชาให้พ่อแม่เจ้าสาว)

***คู่บ่าวสาวทานขนมอี้
ก่อนออกจากบ้าน คู่บ่าวสาวต้องทานขนมอี้ จากนั้นพ่อส่งเจ้าสาวไปกับเจ้าบ่าว โดยมีญาติผู้ชายของเจ้าสาวถือตะเกียงเซฟ
และกระเป๋าซึ่งบรรจุสมบัติส่วนตัวไปด้วย

***เมื่อถึงบ้านเจ้าสาว
เมื่อเดินทางถึงบ้านเจ้าบ่าว ทั้งคู่ต้องไหว้ฟ้าดิน ไหว้เจ้าที่ รวมทั้งไหว้เทพเจ้าเตาไฟ และไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
จากนั้นยกน้ำชาให้พ่อแม่เจ้าบ่าวและญาติผู้ใหญ่ เสร็จ แล้วคู่บ่าวสาวกินขนมอี้


***ฤกษ์เข้าหอ
การปูเตียงต้องมีฤกษ์ เมื่อผู้ใหญ่ปูเสร็จต้องวางส้มไว้ที่มุมเตียง และอีก 4 ผลวางใส่จานที่มีตัวซังฮี้และใบทับทิม ไปวางกลางเตียง


***เช้าวันรุ่งขึ้น
เจ้าสาวต้องยกน้ำล้างหน้าให้พ่อแม่สามีเป็นเวลา 3 วัน จากนั้นน้องชายเจ้าสาวมารับทั้งคู่กลับไปกินข้าวที่บ้านฝ่ายหญิง ถือเป็นอันเสร็จพิธีแต่งงาน

ป้ายกำกับ: ,

เตรียมตัวแต่งงานแบบจีน

6-12 เดือนก่อนวันวิวาห์
เป็นช่วงเวลาเจรจาเรื่องสินสอดทองหมั่นของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย รวมทั้งกำหนด วัน เวลา สถานที่ ตลอดจนรูปแบบ
งาน งบประมาณ และจำนวนแขกของแต่ละฝ่าย โดยฝ่ายชายเป็นฝ่ายติดต่อซินแส เพื่อผูกดวงและกำหนดฤกษ์ยาม (คนจีนไม่นิยมแต่งงานในช่วงกินเจ ) เริ่มเตรียมของหมั่น (ซังเผี่ย ) และเรือนหอด้วย

3-6 เดือนก่อนวันวิวาห์
เลือกแบบและสั่งตัดชุดวิวาห์ รวบรวมรายชื่อแขก ออกแบบและสั่งการ์ดเชิญ ติดต่อช่างภาพ เพื่อนเจ้าบ่าว เพื่อน
เจ้าสาว และผู้ที่จะมาช่วยงาน

2-3 เดือนก่อนวันวิวาห์
จัดการเกี่ยวกับรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ เช่นสั่งเค็ก เตรียมของชำร่วยและเครื่องประดับสำหรับวันงาน ติดต่อร้าน
จัดดอกไม้ วงดนตรี ช่างแต่งหน้า ทำผม อย่าลืมตรวจร่างกาย และเข้าคอร์สเจ้าสาวเพื่อดูแลผิวพรรณ พร้อมลดน้ำหนัก ภาษา
จีนเรียกว่า " มั่งมิ่ง " หมายถึง กันคิ้ว กันหน้า

1 เดือนก่อนวันวิวาห์
เริ่มแจกการ์ด หรืออาจบอกด้วยตัวเอง และทำการยืนยันจำนวนแขกกับสถานที่จัดเลี้ยง เวลานี้ของชำร่วย
ควรจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

2 สัปดาห์ก่อนวันวิวาห์
ฝ่ายชายเตรียมขันหมาก และของไหว้ ซึ่งเครื่องขันหมากเจ้าบ่าวจะประกอบด้วย เงินสินสอด ทองหมั้น ที่นิยมให้ก็
คือ เครื่องประดับทองสี่อย่าง เรียกว่า " สี่เตียมกิม" เช่น ตุ้มหู กำไล สร้อย แหวน ส้มเช้ง ภาษาจีนเรียกว่า " ไต้กิก" แปลว่า
โชคดี ขนมแต่งงาน จะเป็นขนมสี่สี หรือห้าสี่ สี่หรือห้าอย่างแล้วแต่เจ้าสาวจะเรียก ชุดหมูสด 3 ถาด ปัจจุบันบางบ้านก็ตัดชุด
หมูนี้ออกไป โดยอาจเรียกเป็นเผือก (โอ่วเท้า ) เอาเคล็ดว่าให้ " มีหัว มีหาง " หรือสำเร็จเรียบร้อย "แต่เหลี่ยว " จะเป็นเมล็ด


พืช เช่น ถั่ว งาน เป็นเคล็ดให้คู่บ่าว-สาวมีความเจริญรุ่งเรือง "เก็งเจียว " คือ กล้วย ส่วนใหญ่นิยมกล้วยหอม และใช้กล้วยทั้ง
เครือ มีความหมายให้มีลูกหลานสืบสกุล ของไหว้ 2 ชุดสำหรับไหว้เจ้าที่ และบรรพบุรุษ โดยฝ่ายชายอาจให้ซองมา และให้ฝ่าย
หญิงเป็นผู้จัดให้เนื่องจากแต่ละบ้านจัดของไหว้ไม่เหมือนกัน เครื่องขันหมากตามประเพณีจีนจะจัดเป็นจำนวนคู่ทุกอย่าง และ
ติดตัวหนังสือ "ซังฮี่" สี่แดง ซึ่งหมายถึงเป็นคู่ ๆ ฝ่ายหญิงเตรียมเครื่องขันหมาก ประกอบด้วย เอี๊ยมแต่งงานสีแดง เหรืยญมังกร
ทอง เมล็ดพืช ห้าชนิด และต้นซุงเฉ้า (ต้นเมียหลวง) และปิ่นทอง ภาษาจีนเรียก "ยู่อี่"หมายถึง สมปรารถนา ปิ่นทองนี้จะเสียบ
ไว้กับเอี๊ยมเพื่อมองให้ฝ่ายชายในวันสู่ขอ และฝ่ายชายจะส่งปิ่นทองคืนกลับมาให้ใช้ในพิธีส่งตัวโดยแม่เจ้าสาวจะเป็นผู้ปักปิ่นทอง
ประดับใบทับทิม แต่พองามให้กับลูกสาวในคืนส่งตัว


เครื่องหน้าหอ ได้แก่ เงินทอง ของประดับต่าง ๆ หรืออาจจะเป็นเครื่องใช้ภายในครัวเรือนที่พ่อแม่ให้เจ้าสาวเป็นของรับ
ไหว้ เครื่องในหอ คือ ของใช้ส่วนตัวของเจ้าสาว เช่น หวีสี่เล่ม ภาษาจีนเรียกว่า "ซี้ซี้อู่หอซิว" แปลว่า รับทรัพย์ตลอดเวลา
พัดแดง หมายถึง ให้พัดแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาผ่านหัวใจสีแดง ใช้สำหรับติดเครื่องประดับที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงมอบให้เป็นของขวัญแก่
ลูกสาวในคืนส่งตัว

เครื่องแต่งห้องหอ ได้แก่ เครื่องเรือนต่าง ๆ และเจ้าสาวควรเตรียมของไหว้บรรพบุรุษ และผ้าไหว้สำหรับพิธียกน้ำชา
ในช่วงนี้ด้วย วางแผนต้อนรับผู้มาช่วยงานเตรียมสมุดอวยพร ของขวัญ ร่างบทสำหรับพิธีกร ยืนยันโต๊ะอาหาร เค้ก ดนตรี แจ้งวันเวลา
และสถานที่ กับช่างภาพ ช่างแต่งหน้า ทำผมอีกครั้ง ตรวจเช็คความเรียบร้อยของชำร่วย


1 สัปดาห์ก่อนวันวิวาห์
ลองชุดวิวาห์ครั้งสุดท้าย ตรวจความพร้อมของทุกรายละเอียด ยืนยันฤกษ์ยาม และกำหนดการของทั้งสองฝ่าย
เจ้าบ่าวเตรียมซอง และของกำนัลสำหรับผู้กั้นประตู

ป้ายกำกับ: , ,

ประเพณีแต่งงานจีน

ประเพณีแต่งงานจีน

ธรรมเนียมแปลว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่นิยมทำ สำหรับธรรมเนียมการแต่งงานแบบจีนนั้น เป็นตัวอย่างธรรมเนียมที่มี
การปรับไปเรื่อยๆ ตามยุคตามสมัยและความนิยม แล้วต่สถานภาพของทั้งสองฝ่าย
เมื่อ 3,200 ปีก่อน คนแซ่เดียวกันห้ามแต่งงานกันเอง เพราะเป็นความช่างสังเกตของคนโบราณว่า พันธุกรรมเริ่มด้อยลง
ทำให้เกิดโรคปัญญาอ่อน อายุสั้น และโรคแปลกๆ ที่รักษาไม่หาย มาถึงยุคนี้ ตราบใดที่ไม่ใช่พี่น้อง ไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้อง ก็หยวนๆ
แต่งงานกันได้ไม่เป็นไร ธรรมเนียมถูกปรับอยู่ตลอดเวลา ถ้ายังเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ก็คงไม่มีใครตำหนิ อย่างเช่น
เรื่องการเตรียมขนมหวาน บางบ้านต้องมี 5 สี 5 อย่าง บางบ้านต้องมี 4 สี 4 อย่าง ถ้าถามว่าบ้านไหนถูก ขอให้มีขนมก็แล้วกัน
สมัยก่อนหมั้นกันเป็นเดือนค่อยแต่ง เดี๋ยวนี้หมั้นเช้าแต่งเย็น แบบไม่หมั้นแต่แต่งเลยก็มี บางยุคพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาว
เตรียมข้าวของเครื่องใช้และของหมั้นให้เยอะมาก เตรียมกระทั่งโลงศพก็มี เพื่อไม่ให้ฝ่ายชายมาดูถูกลูกสาวเขา
ได้ว่าพ่อแม่ไม่ดูแลรับผิดชอบ แต่ปัจจุบันไม่ต้องถึงขนาดนั้น

เรื่องไหนห้าม เรื่องไหนห้ามขาด

ทุกวันนี้ไม่ว่าแต่งงานแบบจีน แบบไทย แบบคริสต์ ล้วนมีออแกไนเซอร์เข้ามาเป็นคนกลางจัดให้เสร็จสรรพ
บางครั้งคนเหล่านี้ไม่รู้จักธรรมเนียมที่แท้จริง หยิบธรรมเนียมจีนมาผสมของไทยให้มั่ว เพราะฉะนั้นวันแต่งงานไม่มีคำว่า “ผิดไม่ได้”
มีแต่สิ่งที่ห้ามขาด อย่างเช่น ต้องมีสีแดง มีสีทองเยอะๆ และทุกอย่างต้องเป็นเลขคู่ ห้ามขาดเลข 4 สำหรับสินสอดทองหมั้น
ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร มีก็ดี ไม่มีก็ไม่ผิด เพราะตราบใดที่ช่วยกันทำมาหากินก็รวยได้ บางคนสินสอดทองหมั้นมากมาย
แต่จัดการเรื่องเงินเรื่องทองไม่ลงตัว เลิกกันก็เยอะ

หัวใจหลักของการแต่งงานแบบจีน

สิ่งสำคัญของการแต่งงานแบบจีนไม่ใช่เรื่องของการเตรียมสิ่งของให้พร้อม แต่อยู่ที่การให้เกียรติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย
มากกว่าควรถามญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายว่าอยากเห็นอะไรในธรรมเนียมจีนสิ่งไหนที่อยากให้ทำเพื่อความสบายใจบ้าง
ถ้าฝ่ายหญิงมีอาม่า มักมีธรรมเนียมค่าน้ำนมข้าวป้อนหรืออั่งเปาน้ำนม เพราะเคยช่วยเลี้ยงหลานคนนี้มา
หรือท่านอยากเห็นเอี๊ยมแดงก็จัดให้ท่าน สิ่งที่อาม่าเคยเห็นและฝังใจว่าดี ถ้าอีกฝ่ายไม่ทำตามนั้นอาม่าอาจเกิดความรู้สึก
อคติกับอีกฝ่ายก็ได้ เพราะการที่คนสองคนแต่งงานกันไม่ได้แต่งแค่สองคน แต่เป็นการรวมสองครอบครัวเข้าด้วยกัน
ยิ่งถ้าวิถีชีวิตของจีนถูกสอนให้ผูกพันและกตัญญูกับผู้ใหญ่อะไรที่ทำแล้วท่านไม่ชอบก็เลี่ยงไปดีกว่า

สถานที่จัดพิธีแต่งงาน

ไม่มีตำราระบุที่ไหนก็ดีกว่าหรือที่ไหนไม่ดี อยู่ที่จำนวนเงินในกระเป๋า ถ้าเงินน้อยจัดที่บ้านดีที่สุด ปัจจุบันนิยมจัดโรงแรม
กันมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จอดรถ เรื่องห้องน้ำ และเลี่ยงการเดินทางที่เสี่ยงกับรถติดและการเกิดอุบัติเหตุข้อดีอีกอย่างของการจัดงานในโรงแรมก็คือสะดวกเรื่องการจัดเลี้ยง เพราะไม่ต้องเก็บกวาด คนที่จัดตามบ้านก็ยังมีอยู่
แต่แขกคงไม่มากนัก แล้วค่อยไปเลี้ยงที่โรงแรมหรือตามสโมสรก็แล้วแต่





















ดูฤกษ์งามยามดี

ไม่ว่าจีนหรือไทย เมื่อจะเริ่มต้นเรื่องมงคลสักที ฤกษ์ยามมงคลเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ เพราะลำดับขั้นของคนจีนเริ่มจาก
การสู่ขอเหมือนคนไทย แล้วให้ผู้ใหญ่ฝ่ายชายเอาดวงของทั้งคู่รวมถึงดวงของพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายไปให้ซินแสดูเมื่อได้ฤกษ์งาม
ยามดีแล้วฝ่ายชายจะทำการส่งข่าวให้ฝ่ายหญิงทราบว่าต้งตัดผม ตัดชุดแต่งงาน วันไหน เวลาอะไร เพราะดวงที่ซินแสให้มานั้น
จะระบุละเอียดตั้งแต่ฤกษ์แต่งงาน ฤกษ์แต่งหน้าทำผม ฤกษ์ตัดชุด ฤกษ์เข้าหอ และบางครั้งมีฤกษ์คลอดลูกมาให้เสร็จสรรพ

เตรียมออกเรือน

เพื่อไม่ให้ฝ่ายเจ้าบ่าวว่าได้ว่าเจ้าสาวมาแต่ตัว ต้องมีของติดมือไปบ้างตามฐานะ ที่ขาดไม่ได้คือ เอี๊ยมแต่งงาน ทำจากผ้าแพร
สีแดงตรงกลางเป็นกระเป๋าปักตัวหนังสือ “แป๊ะนี้ให้เล่า” แปลว่าอยู่กินกัน 100 ปี ในกระเป๋าใส่ “โหงวเจ่งจี้” เมล็ดพืช 5 อย่าง
ห่อกระดาษแดงเสียบปิ่นทอง มีต้นซุงเฉ้า เสียบให้ปลายโผล่ขึ้นมา หากเจ้าสาวมีฐานะดี จะผูกเอี๊ยมด้วยสร้อยคอทองคำ
หนัก 4 บาท เพราะเลข4 เป็นเลขดี ออกเสียงพ้องกับคำว่า “สี่” แปลว่าดี ส่วนความหมายของของในเอี๊ยม เป็นเคล็ดให้มีลูกมีหลาน
สืบสกุล มีความเจริญก้าวหน้า นอกจากนี้ต้องมีของใช้ส่วนตัวของเจ้าสาวติดมือไปด้วย อาทิ กะละมัง ถังน้ำ กระป๋องน้ำสีแดงอย่างละ
2ใบ กระโถน 1 ใบ กระจก กรรไกร ด้าย เข็ม ตะเกียบ ชุดน้ำชา เครื่องนอน (หมอนหนุน หมอนข้าง ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม) หวี 4 เล่ม
ที่เรียกในภาษาจีนว่า “ซี้ซี้อู่หอซิว” แปลว่าทุกๆ เวลาจะมีทรัพย์ และที่สำคัญต้องมีพัดแดงไว้ถือตอนส่งตัว

เตรียมเครื่องขันหมาก

ฝ่ายชายจะจัดสินสอดและทองหมั้นให้ตามที่ฝ่ายหญิงเรียก แต่ส่วนใหญ่การเตรียมทองหมั้นจะเตรียมเป็นทอง 4 อย่างที่เรียกว่า
“สี่เอี่ยกิม” ซึ่งประกอบด้วยกำไลทอง ต่างหูทอง สร้อยทอง และเข็มขัดทอง เครื่องขันหมากอื่นๆ นิยมส้มเช้งผลเขียว กล้วยทั้งเครือ
ถ้าได้กล้วยที่กำลังออกผล นับแล้วได้เลขคู่ยิ่งดี และอ้อย1 คู่ยกมาทั้งต้น ทั้งหมดติดอักษร “ซังฮี่” สีแดง แปลว่า
ความยินดีของคู่บ่าวสาว เครื่องของคาวนิยมจัดเป็นชุดหมูสด ประกอบด้วยหัวหมู พร้อมหางและเท้าทั้งสี่ตัดเล็บเรียบร้อยแล้ว ขาหม
ู และเนื้อหมู ส่วนท้อง ทั้งหมดติดอักษร “ซังฮี่"” ของหมั้น ขนมแต่งงาน เป็นเรื่องที่ฝ่ายหญิงจะต้องเป็นผู้กำหนด จะมี 4 ชนิด
หรือ 5 ชนิดก็แล้วแต่ เช่น ขนม 4 ชนิดจะประกอบด้วยขนมเหนียวเคลือบงา ขนมเปี๊ยะโรยงา ขนมถั่วตัด ขนมข้าวพองทุบ
ถ้า 5 อย่างก็เพิ่มขนมโก๋อ่อนมาอีกอย่างเป็นครบ

ยกขบวนขันหมาก

ถึงวันงานเจ้าบ่าวในชุดเสื้อคอจีนสีแดงหรือสีทอง ยกขบวนมาบ้านเจ้าสาวเพื่อมอบสินสอดและเครื่องขันหมากที่เตรียมมา
ฝ่ายหญิงจะเก็บขนมแต่งงานไว้ครึ่งหนึ่งแล้วมอบให้ญาติ เพื่อบอกเป็นนัยๆ ว่า “ฉันแต่งงานแล้วนะ” ส่วนอีกครึ่งส่งคืนเจ้าบ่าว
พร้อมส้มเช้งติดอักษร "ซังฮี่” และต้องให้ปิ่นทองเสียบลงไปในเอี๊ยมแดงด้วย (เจ้าบ่าวจะคืนให้ในวันส่งตัว เพื่อให้เจ้าสาวปักผม
ก่อนออกจากบ้าน) จากนั้นรอฤกษ์เพื่อสวมแหวนหมั้น และเมื่อผู้ใหญ่ให้พรเสร็จจึงค่อยเลี้ยงอาหารแขกเป็นอันเสร็จพิธี

พิธีรับตัวเจ้าสาว

วันนี้เจ้าสาวต้องแต่งองค์ทรงเครื่องให้สวยที่สุดด้วยกี่เพ้าสีแดง หรือสีทอง แม่เจ้าสาวจะประดับปิ่นทองและใบทับทิมให้
เพราะเชื่อว่าใบทับทิมจะทำให้คนรักเอ็นดู และหมายถึงสาวบริสุทธิ์ได้ด้วย จากนั้นถึงเวลาไหว้ฟ้าดิน เจ้าที่ และบรรพบุรุษ
เสร็จแล้วเป็นการร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวเป็นมื้อสุดท้าย ซึ่งพ่อเจ้าสาวจะเป็นคนคีบอาหารมล 10 อย่างให้ลูกสาว
พร้อมกล่าวความหมายของอาหารทั้ง 10 อย่างให้ทราบ

เมื่อฝ่ายชายมาถึง ต้องฝ่าด่านประตูเงินประตูทองที่ฝ่ายหญิงกั้นไว้เพื่อเรียกอั่งเปา ก่อนจะเข้าไปมอบช่อดอกไม้ให้เจ้าสาว
ที่นั่งคอยอยู่ ก่อนออกจากบ้าน บ่าวสาวต้องรับประทาน ขนมอี๊ (บัวลอยสีชมพู) ด้วยกัน บางบ้านอาจให้ทานอาหารมงคล
10 อย่าง อีกครั้งเสร็จแล้วจึงลาพ่อแม่ไปขึ้นรถแต่งงาน (เป็นรถที่มีเลข 4 ในทะเบียนไม่ก็ต้องเป็นรถที่เกี่ยวกับเลข 4 อาจเป็น
4 ล้านก็ได้ พ่อเจ้าสาวจะเป็นคนจูงเจ้าสาวไปส่งที่รถ และกล่าวอวยพรพร้อมพรมน้ำด้วยกิ่งทับทิม โดยให้ญาติของฝ่ายหญิง
ที่เป็นพี่ชาย น้องชายหรือญาติก็ได้ เดินถือตะเกียงนำหน้า เพื่อเป็นเคล็ดว่าจะได้มีลูกชายสืบสกุล

พิธียกน้ำชาคารวะญาติผู้ใหญ่

วิธีการยกน้ำชาเริ่มจากการจัดที่นั่งให้ผู้ใหญ่โดยให้คุณพ่อเจ้าบ่าวนั่งด้านซ้ายของคุณแม่ จากนั้นบ่าวสาวคลานเข่ายกถาดน้ำชา
ที่มีถ้วยชา 2 ใบรินน้ำชาเตรียมไว้ แล้วยกให้คุณพ่อคุณแม่ ท่าจะหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มกัน โดยจะจิบแค่นิดหน่อย ห้ามจิบหมดถ้วย
เพราะถือว่ามอบน้ำชาทีเหลือเป็นทุนกลับไปให้บ่าวสาว

จากนั้นจึงยกน้ำชาให้ญาติผู้ใหญ่ท่านอื่นตามลำดับอาวุธโส แต่ทุกครั้งที่ยกน้ำชา ต้องรินชาใส่ถ้วย 2 ใบทุกครั้ง
จากนั้นบ่าวสาวรับประทานขนมอี๊ร่วมกันเป็นอันเสร็จพิธี

ลักษณะของกาและถ้วยชาที่เหมาะสมในพิธียกน้ำชา ต้องเป็นถ้วยชาจีน ไม่ควรใช้ถ้วยชาที่มีหู เพราเป็นถ้วยชาแบบฝรั่ง
และควรมีถาดในการยำน้ำชาด้วยทุกครั้ง ส่วนชาที่ใช้ในพิธีจะเป็นชาจีนหรือชาฝรั่งก็ไม่ผิดธรรมเนียมแต่อย่างใด

อาหารมงคล 10 อย่าง

วุ้นเส้น เส้นหมี่ หรือบะหมี่ หมายถึง ให้อายุยืนยาว รักกันนานๆ
เห็ดหอม หมายถึง ชีวิตคู่ที่หอมหวาน
ผักกุยช่าย หมายถึง ให้รักกันนานๆ หรือร่ำรวย
ผักเกาฮะโฉ่ หมายถึง ให้รักใคร่ปรองดองกัน
หัวใจหมู หมายถึง ให้รักกันเป็นใจเดียว
ไส้หมู-กระเพาะหมู (อย่างใดอย่างหนึ่ง) หมายถึง ให้ปรับตัวเข้าหากัน
ตับ หมายถึง ให้มีความรุ่งเรืองและเจริญก้าวหน้า
ปลา หมายถึง ให้ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้
ปู หมายถึง ทำอะไรคล่องแคล่วว่องไว ขยันทำมาหากิน
ไก่ หมายถึง ความสติปัญญา กล้าหาญ และเที่ยงตรง

ป้ายกำกับ: , ,

ขั้นตอน พิธีแต่งงานแบบคริสต์

ขั้นตอน พิธีแต่งงานแบบคริสต์ประเพณีงานแต่งงานแบบคริสต์ มีขั้นตอนดังนี้ สำหรับพิธีแต่งงานของชาวคริสต์หรือท่านที่มีีคู่ชีวิต เป็นชาวต่างชาติ และเลือกที่จะจูงมือเข้าสู่ประตููวิวาห์ ในโบสถ์ ตามประเพณีของศาสนาคริสต์ มีขั้นตอนการแต่งงานแบบศาสนาคริสต์มาฝาก ดังนี้
ขั้นตอนที่สำคัญสำหรับพิธีแต่งงานแบบคริสต์เริ่มต้นด้วย การเลือกสถานที่ในการจัดงาน ซึ่งก็คือ”โบสถ์” การประกอบพิธีกรรม และที่ีสำคัญรองลงมาคือ “ผู้ประกอบพิธี” ซึ่งจะเชิญบาทหลวงสำหรับผู้นับถือคาทอลิก แต่ถ้านับถือแบบคริสเตียนให้เชิญ ศิษยาภิบาลแทน นอกจากนี้อาจจะมีการทาบทามญาติพี่น้องหรือคนรู้จักที่เป็นเด็กมาช่วยในงานพิธีด้วย โดยเด็กน่ารักเหล่านี้เองที่รับหน้าที่เป็นผู้โปรยดอกไม้ และเป็นผู้ถือแหวนเพื่อนำขบวนเจ้าสาวเข้าสู่โบสถ์ พิธีจุดเทียน ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของอายุว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ แต่ที่ถือปฏิบัติต่อ ๆ กันมานั้นนิยมให้เป็นเด็กผู้หญิง 1 คนและเด็กผู้ชาย 1 คน หรืออาจจะเป็นเด็กผู้หญิงทั้งคู่ โดยบริเวณด้านหน้าของโบสถ์ที่จะใช้ในการประกอบพิธีจะมีเชิงเทียน 2 แท่น ตั้งอยู่ทางซ้ายและขวา เมื่อเริ่มเข้าสู่พิธีคนจุดเทียนที่ได้รับเลือกจะเดินถือเทียนเปล่าไปต่อไฟ จากแท่นเทียนที่ อยู่ด้านหน้าโบสถ์ หลังจากนั้นก็จะนำเทียนที่อยู่ในมือไปจุดต่อยังเชิงเทียนด้านซ้ายและขวานั้นครั้นพอจุดเทียน เรียบร้อยแล้ว เด็กทั้งสองจะเดินออกมาพิธีบรรเลงเพลง เมื่อเด็กน้อยทั้งสองเดินออกมาหลังจากจุดเทียนเสร็จเรียบร้อย วงดนตรีที่อยู่ในโบสถ์ก็จะบรรเลงเพลงต้อนรับซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นนักเปียโนที่ถูกจ้างเพื่อให้มาเล่นเล่นสำหรับพิธีนี้โดยเฉพาะ
พิธีแต่งงาน (พาเจ้าสาวเข้าสู่โบสถ์ ) ขบวนเจ้าสาวประกอบไปด้วย เด็กน้อยผู้ถือแหวนหมั้นเด็กโปรยดอกไม้ เพื่อนเจ้าสาว รวมทั้งบิดาผู้เป็นคนพาเจ้าสาวเดินคล้องแขนเข้ามาภายในโบสถ์ การที่เจ้าสาวเดินควงแขนมาพร้อมกับคุณพ่อของเธอไปตามทางเดิน สู่พิธีนั้นถือเป็นการมอบกรรมสิทธิ์ให้กับเจ้าบ่าวเป็นผู้รับหน้าที่แทนในการปกป้องทะนุถนอมดูแลต่อเจ้าสาว รวมทั้งตัวเจ้าสาวเองก็มีหน้าที่ปรนนิบัติและให้ความเคารพนับถือสามีด้วยเช่นกัน จังหวะนี้เองแขกเหรื่อที่มาร่วมพิธีภายในงานต้องลุกขึ้นยืนเพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าสาวพิธีอ่านคัมภีร์คู่ชีวิต เมื่อบิดาของเจ้าสาวพาเจ้าสาวมาถึงบริเวณที่ประกอบพิธี บาทหลวงหรือศิษยาภิบาลผู้ประกอบพิธีนั้นจะอ่านข้อพระคัมภีร์เกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ เพื่อให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวรับทราบถึง ภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันเมื่อก้าวเท้าสู่การใช้ชีวิตคู่ต่อไป
พิธีกล่าวคำปฏิญาณ ขั้นตอนนี้ถือได้ว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด ในสมัยก่อนนั้นผู้เป็นบ่าวสาวจะกล่าว คำปฏิญาณตามบาทหลวงหรือผู้ประกอบพิธีกรรม แต่ในสมัยนี้คู่บ่าวสาวมักจะมีคำปฏิญาณเป็นของตนเอง ส่วนจะร่างมาก่อนหรือจะมาพูดกันสด ๆ ในพิธีก็ตามแต่จะสะดวก บ่าวสาวบางคู่ก็แอบจดใส่กระดาษโน้ตเล็ก ๆ มาอ่านกันในงานด้วยเพราะกลัวว่าอาการตื่นเต้นจะทำให้หลงลืมได้ ทั้งนี้ผู้ประกอบพิธีเพียงแต่กล่าวนำให้เท่านั้น พิธีแลกแหวนแต่งงานและลงนาม หลังจากที่ให้คำมั่นสัญญากันแล้วก็มาถึงพิธีแลกแหวนแต่งงาน ทั้งคู่จะสวมแหวนแต่งงานให้แก่กันและเป็นที่รู้กันดีว่าแหวนของชาวคริสต์นั้นต้องเป็นแหวนที่กลมเกลี้ยงปราศจากรอยต่อใด ๆ เพื่อสื่อถึงความรักไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งในสมัยก่อนนั้นนิยมใช้แหวนทองด้วยเพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด แต่สำหรับในยุคนี้จะนิยมแหวนที่ทำขึ้นด้วยทองคำขาวหรือเงินแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล จากนั้นจึงลงนามในหนังสือสำคัญที่โบสถ์จะเป็นผู้ออกให้ แต่เป็นคนละใบกับทะเบียนสมรส พิธีจุดเทียนครอบครัว เริ่มจากเจ้าสาวจุดเทียนซ้ายและเจ้าบ่าวจุดเทียนขวา ทั้งคู่ต้องมาจุดเทียนตรงกลางพร้อมกันเพื่อแสดงถึงการรวมเป็นครอบครัวเดียวกัน หลังจากนั้นบาทหลวงหรือผู้ประกอบพิธีกรรม จะอธิษฐานขอพรสำหรับครอบครัวใหม่ และประกาศการแต่งงานระหว่างคู่บ่าวสาวอย่างเป็นทางการ
ไม่ว่าคุณทั้งคู่จะเลือกประเพณี การแต่งงานแบบศาสนาใด สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการรักษาความรักที่มีให้กันตั้งแต่ในวันแรกไว้ให้เนิ่นนานตลอดไป

ป้ายกำกับ: , ,

เตรียมตัวแต่งงานตามแบบคริสเตียน

6-12 เดือนก่อนวันวิวาห์
เลือกสถานที่ประกอบพิธีแต่งงานแบบคริสต์ แจ้งความจำนงต่อทางวัด พร้อมทั้งสอบถามระเบียบการใช้สถานที่ และค่าธรรมเนียมกำหนด กำหนดวันเวลาประกอบพิธี ทำบัญชีรายชื่อแขกทั้งสองฝ่าย ติดต่อเพื่อนเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาวและผู้ร่วมพิธี เลือกชุดวิวาห์ ชุดเพื่อนเจ้าสาว เจ้าสาวเลือกแหวนแต่งงาน ซึ่งจะใช้ในพิธีแลกแหวน เป็นสัญลักษณ์ว่า คู่บ่าวสาวมอบตัวและใจให้แก่กัน แหวนแต่งงานนิยมใช้แหวนทองคำเกลี้ยง หรือแหวนแพลตินัม เพราะเป็นโลหะบริสุทธิ์ ทนทานไม่หมนหมองง่าย รูปทรงกลม คือ สัญลักษณ์แห่งรักนิรันดร์ แหวนแต่งงานนี้จะสวมบนนิ้วนางข้างซ้าย เพราะเชื่อกันว่ามีเส้นเลือดจากนิ้วนี้แล่นตรงสู่หัวใจ แจ้งข่าวดีแก่ญาติ เพื่อนฝูง และผู้ที่จะเชิญมาเป็นแขกไว้แต่เนิ่น ๆ

3-6 เดือนก่อนวันวิวาห์
ติดต่อนักดนตรีที่จะบรรเลงในพิธี อาจขับร้องโดยนักร้องหมู่ประสานเสียงประกอบออร์แกนหรืออาจเป็นเพลงบรรเลงด้วยออร์แกนก็ได้ และจะบรรเลงตามช่วงต่าง ๆ ของพิธี เช่น เริ่มขบวนแห่ พิธีแลกแหวน คู่บ่าว-สาว อาจกำหนดเพลงที่ใช้ในการประกอบพิธีโดยปรึกษากับพระก่อน ติดต่อช่างทำดอกไม้ ในกรณีที่ไม่ได้ใช้บริการของทางวัด อย่าลืมสอบถามทางวัดให้เรียบร้อย ว่าทางวัด มีข้อบังคับอย่างไรบ้าง ช่างทำดอกไม้จะเริ่มทำงานได้เมื่อใด และเสร็จพิธีแล้วสามารถนำดอกไม้กลับมาได้หรือไม่ นอกจากดอกไม้ที่ใช้ตกแต่งสถานที่แล้ว ยังมีช่อดอกไม้ของ เจ้าสาว ดอกไม้สำหรับเพื่อนเจ้าสาว พ่อแม่เจ้าบ่าวเจ้าสาวและผู้ร่วมพิธีอีกด้วย ติดต่อช่างภาพ ช่างแต่งหน้า ทำผม ร้านพิมพ์บัตรเชิญ สั่งเค้กแต่งงาน เตรียมของชำร่วย และเครื่องประดับในวันงาน

2-3 เดือนก่อนวันวิวาห์
ตรวจร่างกาย รวมทั้งเข้าคอร์สเจ้าสาว เตรียมพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุด

1 เดือนก่อนวันวิวาห์
เริ่มแจกการ์ด หรืออาจบอกด้วยตัวเอง และทำการยืนยันจำนวนแขกกับสถานที่จัดเลี้ยง จัดหารถสำหรับคู่บ่าวสาว

2 สัปดาห์ก่อนวันวิวาห์
วางแผนต้อนรับผู้มาช่วยงานเตรียมสมุดอวยพร ของขวัญ ร่างบทสำหรับพิธีกร ยืนยันโต๊ะอาหาร เค้ก ดนตรีแจ้งวันเวลาและสถานที่ กับช่างภาพ ช่างแต่งหน้า ทำผมอีกครั้ง ตรวจเช็คความเรียบร้อยของชำร่วย

1 สัปดาห์ก่อนวันวิวาห์
ลองชุดวิวาห์ครั้งสุดท้าย ยืนยันเวลา สถานที่กับช่างทำดอกไม้ในงาน และตกแต่งรถคู่บ่าวสาวรูปแบบประเพณี เริ่มกันตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนแต่งงานนั้นขั้นตอนต่าง ๆ ก็คงจะไม่แตกต่างอะไรกับงานแต่งงาน ทั่วไปคือ เริ่มจาก การสู่ขอการหมั้นหมายการตัดชุดแต่งงาน การจองสถานที่จัดงานเลี้ยง การพิมพ์และส่งการ์ดเชิญในงานแต่งงาน รวมทั้งการเตรียมตัวอีกหลาย ๆ อย่าง ซึ่งขึ้น อยู่กับคู่บ่าวสาวแต่ละคู่ โดย ปกติแล้ว ขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้จะใช้เวลา ประมาณ เดือนแต่สำหรับ พิธีการแต่งงานแบบชาวคริสต์ นั้น คงจะต้องรวมถึงขั้นตอนสำคัญในการจองสถานที่ ในการประกอบพิธีกรรมอันได้แก่ โบสถ์ รวมถึง ผู้ประกอบพิธีซึ่งอาจจะเป็นบาทหลวง (สำหรับคาทอลิก)หรือศิษยาภิบาล ( สำหรับ คริสเตียน)นอกจากนั้นอาจจะมีการทาบทามญาติพี่น้องคนรู้จักที่เป็นเด็กเล็ก ๆ มาช่วยในงานพิธีด้วยโดยจะทำ หน้าที่ เป็นผู้โปรยดอกไม้และผู้ถือแหวนนำขบวนเจ้าสาวเข้าสู่โบสถ์มาถึงตรงนี้แล้วเชื่อว่าผู้อ่านคงอยากจะรู้ถึงพิธีกรรมนี้โดยละเอียดก็จะเริ่มตั้งแต่ คนจุดเทียนซึ่งไม่จำกัดว่า จะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ แต่นิยมให้เป็น ชาย 1 คน และหญิง 1 คน หรือไม่ก็หญิงทั้งคู่ ถ้าหากลองสังเกตดูดี ๆที่ด้านหน้าของโบสถ์บริเวณที่ใช้ในการประกอบพิธี จะมีเชิงเทียน 2 อันตั้งอยู่ทั้งทางซ้ายและขวา เมื่อเริ่มพิธีคนจุดเทียน จะเป็นคนคู่แรกที่เดิน ออกมาและทั้งสองจะเดินไปจุดเทียนที่ถืออยู่ในมือจากเทียนแท่น ที่อยู่ตรงกลางด้านหน้าของโบสถ์ หลังจากนั้นทั้งสองก็จะนำเทียนในมือ ไปจุดต่อยังเชิงเทียนด้านซ้ายและขวานั้น เมื่อจุดเทียน เรียบร้อยแล้วทั้งสองคนก็จะเดินออก และดนตรีในโบสถ์ก็จะดังขึ้น โดยมากแล้วผู้เล่นเปียโนจะเป็นนักเปียโนในโบสถ์นั้นๆแล้วขบวนเจ้าสาวก็จะเดินเข้าสู่โบสถ์ นำโดยเด็กโปรยดอกไม้ เพื่อนเจ้าสาวเด็กถือแหวนที่ใช้ประกอบพิธีและเจ้า สาวเดินคล้องแขน มาพร้อมกับบิดาของตนการที่บิดาเป็นผู้พาเจ้าสาว เข้ามาในโบสถ์ นั้น ก็มีความหมายว่าบิดาเต็มใจที่จะยกลูกสาวให้กับ เจ้าบ่าว นั่นเอง เมื่อมาถึงบริเวณที่ประกอบพิธี ด้านหน้าของโบสถ์ บาทหลวง หรือ ศิษยาภิบาลก็จะถามขึ้นว่า "ใครเป็นผู้มอบเจ้าสาวให้กับเจ้าบ่าวในวันนี้ " บิดาของเจ้าสาว ซึ่งเป็นผู้มอบก็จะตอบว่า "ข้าพเจ้านาย……..บิดาของนางสาว………เป็นผู้มอบ " แล้วบิดาก็จะเดินออกมา ณจุดนี้ เจ้าบ่าวก็จะเข้าไปยืนอยู่ คู่กับเจ้าสาวแทน ถึงจุดนี้แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมในพิธี ก็จะทราบว่าทางครอบครัวของเจ้าสาวได้ยอมยกเจ้าสาวให้กับเจ้าบ่าวอย่างเต็มใจ และถูกต้องตามประเพณี หลังจากบิดาได้มอบเจ้าสาวให้กับเจ้าบ่าวแล้ว ก็จะเป็นพิธี ในส่วนที่เจ้าสาวและเจ้าบ่าวจะให้คำสัญญาต่อกันและกันต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่ง ทรงศักด ิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ที่สุดเพราะหมายความว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพยานใน การให้คำมั่นสัญญานั้น และคู่บ่าวสาว จะต้องรำลึกและรักษา สัญญานั้นไว้จนกว่าทั้งสองจะตายจากกัน หัวใจของพิธีการแต่งงานแบบชาวคริสต์อยู่ที่ตรงนี้นั่นเอง เพราะถ้าหากคู่บ่าวสาวทำผิดต่อ คำสัญญานี้ ก็จะไม่ได้รับพระพรจากองค์พระผู้เป็นเจ้าถ้าคุณผู้อ่านเคยได้เข้าร่วม เป็น สักขีพยาน ในพิธีแต่งงานแบบนี้ คงจะเห็นตรงกันผู้เขียนว่า ฉากนี้เป็นฉากที่ซึ้งที่สุดในพิธีก็ว่าได้ ในการกล่าวคำสัญญานั้นบาทหลวงหรือ ศิษยาภิบาล ก็จะถามเจ้าสาวก่อนในทำนองว่า "ท่านจะรับนาย…..เป็นสามีไม่ว่าจะยามสุข หรือทุกข์ มั่งมีหรือยากจนสบายดี หรือ เจ็บป่วยจนกว่าจะตายจากกันหรือไม่ " ทางฝ่ายเจ้าสาวก็จะตอบรับ และในทำนองเดียวกัน บาทหลวงหรือศิษยาภิบาล ก็จะถามเจ้าบ่าวด้วยคำถามเดียวกัน และเจ้าบ่าวก็จะตอบรับเพียงแค่ช่วงกล่าวคำสัญญานี้ ก็ทำให้สักขีพยานหลาย ๆ ท่านน้ำตาซึมกันทีเดียว จากนั้นผู้ประกอบพิธีก็จะถามฝ่ายเจ้าบ่าวว่าเขามีสิ่งใดที่ใช้แทนคำมั่นสัญญานั้น ฝ่ายเจ้าบ่าวก็จะรับแหวน จากเด็กถือแหวนให้กับผู้ประกอบพิธีการเตรียมการของฝ่ายหญิงจะคล้ายๆ กับ ฝ่ายชาย คือต้องไปเรียนคำสอนก่อน เพื่อเตรียมตัวเปลี่ยนศาสนาตามอีกฝ่าย การเรียนขึ้นอยู่กับคุณพ่อ (บาทหลวง)จะเป็นคนสอน การเปลี่ยนศาสนาขึ้นอยู่กับการคุยกันของทั้งฝ่ายว่าจะตกลงเปลี่ยนหรือไม่ ไม่เปลี่ยนก็ได้ แต่ถ้าเปลี่ยนก็จะดีมาก มาถึงขั้นตอนการอบรมชีวิตคู่ก่อนการแต่งงานจากคุณพ่อส่วนใหญ่ถ้าเป็นคนในกรุงเทพ จะไปอบรมที่ โบสถ์พระมหาไถ่ ซอยร่วมฤดี เป็นคนต่างจังหวัดก็จะอบรมที่โบสถ์ที่ตนเองไปเป็นประจำระหว่างการอบรม ก็สามารถสอบถามคุณพ่อในเรื่องพิธีการต่างๆ ได้การแต่งงานของคาทอลิก ต้องปฏิบัติดังนี้1. ไปติดต่อวัดที่เราจะประกอบพิธีมิสซาโดยติดต่อกับคุณพ่อเจ้าอาวาส 2 ในการอบรมก่อนแต่งงานเป็นไปได้ 2 กรณี คือ 2.1 อบรมกับคุณพ่อที่จะทำพิธีให้คุณพ่อจะเซ็นต์รับรองให้เอง) 2.2 อบรมตามสถานที่ ที่มีการจัดอบรมในกรุงเทพจะมีที่ อาสนวิหารอัสสัมชัญ และ วันพระมหาไถ่ ซอยร่วมฤดี ในกรณีที่อีกฝ่ายเป็นชาวต่างชาติ ไปอบรมที่พระมหาไถ่น่าจะดีที่สุด เพราะมีการอบรมเป็นภาษาอังกฤษ โดยจะได้รับรองการอบรมเพื่อเป็นหลักฐานในการประกอบพิธีมิสซา3. หลักฐานที่ใช้ประกอบ ใบสำคัญศีลล้างบาปถ้าทำหายไปขอคัดใหม่ได้จากวัดที่เราทำพิธีล้างบาปค่ะ) ในกรณีที่คู่สมรสเป็นชาวต่างชาติต้องมีใบรับรองโสด4. ในเรื่องของพิธีการ รวมทั้งรายละเอียด ต่าง ๆ คุณพ่อที่เป็นผู้ประกอบพิธิมิสซา จะเป็นผู้สอนให้เองข้อแนะนำ : ในกรณีที่แต่งงานแบบ ต่างคนต่างถือ ให้เข้ารับการอบรมจากคุณพ่อเจ้าอาวาส ของวัดที่เราจะประกอบ พิธีจะดีกว่า เพราะต้องยื่นเรื่องขอทำพิธีแต่งงานจะพระสังฆราชด้วย

ป้ายกำกับ: ,

รู้เรื่อง พิธีปูที่นอน และพิธีเรียงหมอน

ขอให้เย็นเหมือนฟัก หนักเหมือนแฟง ให้อยู่เรือนเหมือนก้อนเส้า ให้เฝ้าเรือนเหมือนแมวคราว
เป็นคำกล่าว ผู้เฒ่า ผู้แก่ สามีภรรยา ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาจนแก่เฒ่าให้พรแก่คู่บ่าวสาวขณะทำพิธีปูที่นอน ภาพบรรกาศของขั้นตอนสุดท้ายในพิธีแต่งงานแบบไทย นี้เป็นที่รู้กันว่า คู่บ่าวสาวจะได้เริ่มต้นครองคู่ และกินอยู่ หลับนอน ในบ้านเดียวกัน บนเตียงเดียวกัน ไปจนแก่เฒ่า เหมือนกันกับคู่ผัว - เมีย ที่เจ้าภาพเชิญมาทำพิธีปูที่นอน เรียงหมอน คุณสมบัติของผู้ทำพิธีปูที่นอน เรียงหมอน ผู้ใหญ่ ผัว - เมีย ที่ใช้ชีวิตครองคู่กันมา ยั่งยืน ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งมีทรัพย์สินเงินทอง สมบัติ อยู่ด้วยกันมาด้วยความผาสุข สวัสดี เป็นที่นับ นับหน้าถือตาของสังคมพอสมควร กล่าวคือเป็น คู่ผัวเมีย ที่มีศิริมงคล ในการร่วมชีวิตคู่ มาเป็นผู้ทำพิธีปูที่นอน เรียงหมอน ใน “พิธีปูที่นอน” ผู้ที่ทำพิธียังต้องเตรียมข้าวของสำหรับเข้าพิธีอย่าง ฟักเขียวลูกหนึ่ง หม้อใหม่ใส่น้ำหนึ่งและถั่วงา รวมอยู่กับทุนสินสอดวางไว้บนพานหนึ่ง นำไปวางไว้ข้างที่นอน เป็นเครื่องหมายสำหรับ การอำนวยพรว่าให้คู่บ่าวมีใจเย็นเหมือนน้ำกับฟัก มีน้ำใจหนักแน่นดั่งหม้อที่ใส่น้ำจนเต็มมีแต่ความเจริญวัฒนาเหมือนถั่วงา แล้วผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวก็จัดแจงวางหมอนหนุนศีรษะครั้นแล้วผู้ใหญ่คู่ที่ได้รับเชิญ มาจัดทำพิธีนี้ก็ลงนอนก่อนเป็นปฐมฤกษ์ ให้หญิงนอนซ้าย ผู้ชายนอนขวาในขณะเดียวกันผู้ใหญ่ทั้งสองท่านก็ต้องพูดคุยกันด้วยคำอันเป็นศิริมงคล ประมาณว่าอวยพรให้คู่บ่าว-สาวอยู่กันอย่างมีความสุข จากนั้นเป็นอันเสร็จ เกร็ดสำคัญใน "พิธีปูที่นอน" พิธีปูที่นอน เรียงหมอน จดสำคัญคือผู้ที่ได้รับเลือกมาทำพิธี ต้องเป็นคู่ที่เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นคู่ที่มีศิริมงคล เป็นแบบอย่างที่ดีแก่คู่บ่าวสาว ซึ่งในพิธีปูที่นอนนี้ ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว จะจัดเตรียมผ้าปูที่นอน หมอน มุ้งเครื่องนอน โดยปูไว้เรียบร้อยแล้ว มิได้หมายความว่า คู่ผัว-เมีย ที่มาทำพิธีจะต้องปูที่นอน หรือจัดที่นอนให้คู่บ่าวสาวได้นอน โดยไม่ต้องทำอะไร

แต่เป็นเพียงแค่ให้คู่ผัว - เมีย ที่ได้เลือกมาทำพิธีมาช่วยจัดให้เข้าที่เข้าทาง ทำเหมือนตระเตรียมที่นอนให้เหมาะสม เป็นเพียงพิธีการเท่านั้น ตามโบราณได้กล่าวไว้ว่า คู่บ่าวสาวใดเนรคุณท่านทั้งสองนี้ จะมีอันเป็นไปครอบครัวไม่เป็นสุขจึงเป็นเรื่องน่าคิดว่า เมื่อทำพิธีแต่งงานควรจะหาผู้ที่เคารพนับถือที่ใกล้ชิดสนิทสนมมาปูที่นอนให้ดีหรือไม่ เพราะหากมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก ย่อมมีเหตุให้ผิดใจกันง่าย












ดังนั้นอาจจะเลือกเป็นบุคคลที่ผู้คนนับหน้าถือตาในวงกว้าง รู้จักกับพ่อแม่ของเจ้าบ่าว-เจ้าสาว และตัวเจ้าบ่าว-เจ้าสาวในระดับหนึ่งไม่ต้องถึงกับสนิทสนมมากนัก มาทำพิธีนี้ให้ก็ได้ แต่ต้องเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด การเนรคุณต่อผู้ที่ปูที่นอนให้เจ้าบ่าว-เจ้าสาว จะทำให้เจ้าบ่าว-เจ้าสาวมีอันเป็นไปหรือไม่นั้นจะจริงเท็จประการใด ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละบุคคล แต่ความจริงอยู่ที่ว่าผู้ที่ได้รับเลือกให้มาเป็นผู้ปูที่นอนให้นั้น ย่อมถือว่าผู้นั้นเป็นบุคคลที่ควรค่าแก่การยกย่อง ควรเคารพนับถือของเจ้าบ่าว-เจ้าสาว และพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย หากเจ้าบ่าวเจ้าสาวกระทำการเนรคุณ แสดงให้เห็นว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นคนอกตัญญูมีพฤติกรรมที่ไม่ดีงาม ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง คู่บ่าวสาวประเภทนี้ย่อมไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต เนื่องจากพฤติกรรมของเอง สังคมจะติฉินนินทา เหตุเพราะผู้ที่จะทำเช่นนั้นได้ สังคมถือว่าเป็นพวกจิตใจไม่งาม ลืมความดีของผู้มีพระคุณที่ตนเองและวงศ์ตระกูลยกย่อง เมื่อประพฤติเนรคุณเช่นนี้ แล้วจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไรก็คิดเอาก็แล้วกัน ตรงนี้คุณพ่อคุณแม่ของเจ้าบ่าว-เจ้าสาว ต้องระมัดระวังกันสุดๆ ไม่ให้เกิดกรณีนี้ เพราะความจริงคือพ่อแม่นั่นแหละ จะเป็นผู้เชิญ ถ้าเพิกเฉยปล่อยให้มีเหตุการณ์เนรคุณเกิดขึ้น อาจถูกเหมารวมว่าเป็นคนไม่ดี เป็นผู้เนรคุณคนไปด้วย เพราะสั่งสอนลูกไม่ดี ปัจจุบันการแต่งงานมักไม่สร้างเรือนหอ เจ้าบ่าวเลยไม่ต้องนอนเฝ้าหอ ให้ต้องว้าเหว่ใจ แต่งงานแล้วส่งตัวกันกลางคืนนั้นทีเดียวรวบรัดสั้นเข้ามาก็ดีเหมือนกัน พิธีมงคลอย่างพิธีปูที่นอนก็เป็นอันเสร็จเพียงเท่านี้ ทำไมหญิงต้องนอนซ้าย ชายต้องนอนขวา ในความเป็นจริงที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าผู้ที่นอนอยู่ทางขวาในที่นี้คือฝ่ายชาย จะอยู่ใกล้ประตูมากที่สุด หากมีเหตุอันตรายใด ๆ เกิดขึ้น ก็จะสามารถปกป้อง คุ้มครองภรรยาของตนได้ทันท่วงทีนั่นเองสีของผ้าปูที่นอน ส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็นประเพณีไทย สีของผ้าปูที่นอนจะไม่จำกัดแค่สีใดสีหนึ่งเท่านั้น แต่จะเลือกตามความเหมาะสมอย่างสีชมพู สีฟ้า หรือเลือกตามความชอบของคู่บ่าวสาว แต่สำหรับการแต่งงานในประเพณีจีนจะจำกัดสีของผ้าปูที่นอนให้ใช้เฉพาะสีแดงเท่านั้น

ป้ายกำกับ: , ,

พิธีรดน้ำสังข์ และตำนานโบราณ

..พิธีรดน้ำสังข์ และตำนานโบราณ .
1. เครื่องประกอบพิธีหลั่งน้ำสังข์ ชุดพิธีสงฆ์ จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์สำหรับประกอบพิธี มีชุดโต๊ะหมู่ พรมรองนั่ง กระโถน แก้วน้ำ ธูป ดอกไม้ พร้อมชุดอาหารเลี้ยงพระ 2 วง แป้งเจิม และด้ายสายสิญจน์ ชุดหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ ประกอบด้วย พวงมาลัยบ่าวสาว มงคลแฝด พานรดน้ำ (พานที่ใช้วางหอยสังข์) ชุดตั่ง หรือถ้านั่งพื้นสามารถ ใช้พรมรองนั่งได้ หมอนรองมือ พานพุ่มดอกไม้สำหรับรับ น้ำสังข์ ของชำร่วย และดอกไม้ประดับ 2 ข้าง เพื่อภาพถ่ายที่สวยงาม อาจจะมีดอกไม้ประดับ ด้านข้างซ้ายและขวา
2. เคล็ดลางความเชื่อ ในเรื่องเกี่ยวกับพิธีรดน้ำสังข์นี้นะคะ ถือเคล็ดลางกันว่า หากเสร็จสิ้นแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลุกขึ้นก่อน โบราณว่าผู้นั้นจะเป็น ใหญ่ในครอบครัว ด้วยเหตุนี้ผู้ใหญ่มักจะบอกให้ทั้งสองฝ่ายช่วยกันประคับประคองกันลุกขึ้นแทนที่จะยุให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดลุกขึ้นก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อไปค่ะ อันนี้ก็แล้วแต่ความเชื่อ
3. ทำไมต้อง หอยสังข์ สังข์ หรือหอยสังข์นั้น ประชาชนชาวไทย ต่างก็มีความนับถือกันว่า เป็นของที่เป็นอุดมมงคลอย่างสูงยิ่ง และในงานพิธี ีมงคลต่าง ๆ ซึ่งจัดขึ้นในบ้านเรือนของประชาชนชาวไทยเรา เช่น งานมงคลสมรส เป็นต้น เราก็มักจะได้พบหอยสังข์ ซึ่งใช้เป็นที่ หลั่งน้ำแด่คู่บ่าวสาวเพื่อจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข หอยสังข์ นั้นนอกจากจะใช้เป็นเครื่องหลั่งน้ำ เพื่อให้มีความสุขความเจริญแล้ว ยังใช้เป่าเพื่อให้ได้ยินเสียง ให้เกิดความเป็นสิริมงคลอีกด้วย บางตำนานและ บางความเชื่อก็ว่าที่เรานำหอยสังข์มาใช้ใน พิธีรดน้ำสังข์ ก็เพราะว่า สังข์ คือหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 14 อย่าง อันเกิดจากการกวนเกษียรสมุทรของเหล่าเทวดาและอสูร จึงถือเป็นของสิริมงคลสำหรับคู่บ่าวสาว ส่วนประเพณีการใช้น้ำพระพุทธมนต์บรรจุในสังข์ ก็โดยเหตุที่คนไทยเป็นพุทธศาสนิกชน ดังนั้นน้ำที่เกิดจากการ เจริญพระพุทธมนต์ จึงถือเป็น สิ่งมงคล ยิ่ง จึงทำให้ในพิธีแต่งงานได้นำน้ำมาบรรจุในหอยสังข์ การรดน้ำสังข์ จึงเสมือนเป็นการอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตคู่
4. ตำนานสังข์ สำหรับประวัติและความเป็นมาของ หอยสังข์ ซึ่งนิยมกันว่าเป็นอุดมมงคลสูง จนทำให้ต้องนำมาใช้ในงานมงคลต่าง ๆ ก็มีที่มาจากเรื่องเล่าเป็นปรัมปราต่อกันมาว่า มียักษ์ตนหนึ่งชื่อว่า สังข์อสูร ยักษ์ตนนี้ได้มาพบพระพรหม ในขณะที่บรรทม หลับอยู่และมีพระเวทต่าง ๆ ไหลออกมาจากพระโอษฐ์ ก็ให้เกิดความอิจฉา จึงได้ขโมยเอาพระเวทต่าง ๆ นั้นไปเสียเพื่อที่ พวกพราหมณ์จะได้ไม่มีพระเวทเป็นเครื่องสวดอ้อนวอนพระพรหมและเทพเจ้าองค์อื่น ๆ ได้อีก แต่ในขณะเดียวกันนั้นพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นการกระทำของยักษ์สังข์อสูรนั้นทุกประการจึงติดตามไปเพื่อจะเอาพระเวท นั้นกลับคืนมา เมื่อยักษ์สังข์อสูรเห็น พระนารายณ์ติดตามตนมาในระยะกระชั้นชิด เช่นนั้นก็เห็นว่าเป็นการจวนตัวจึงได้กลืน พระเวททั้งหมดลงไปไว้ในท้องของตน แล้วกระโดดลงไปในน้ำมหาสมุทรดำน้ำ หนึหายไป เมื่อพระนารายณ์เห็นดังนั้น จึงได้เนรมิตร่างของพระองค์ให้เป็นปลาใหญ่ เที่ยวค้นหาตัวยักษ์สังข์อสูรเพื่อจะจับตัวไว้ให้ได้ก่อนที่ยักษ์สังข์อสูรนั้นจะทำลาย พระเวท ให้หมดไปจากโลก ในที่สุดพระนารายณ์ก็จับตัวยักษ์สังข์อสูรเอาไว้ได้ แล้วจึงทวงถามเอาพระเวทคืน แต่ยักษ์สังข์อสูรนั้นไม่ได้มีการเจรจาโต้ตอบแต่ประการใดได้แต่นิ่งเฉยอยู่เท่านั้น เมื่อพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าพิจารณาดูไปก็ได้ ้ทราบว่ายักษ์สังข์อสูรได้กลืนเอาพระเวทเข้าไว้ในท้องของตน จึงได้เอาพระหัตถ์บีบที่ปากของยักษ์สังข์อสูร จนเนื้อที่ปากนั้นปริออกมาตามระหว่างนิ้วของพระองค์แต่เมื่อทรงเห็นว่ายักษ์สังข์อสูรนั้นยังไม่ยอมคืนพระเวทอีก จึงได้ทรงเอานิ้ว พระหัตถ์ล้วงเข้าไป ในท้องของสังข์อสูรแล้วทรงค้นหาพระเวทซึ่งอยู่ในท้องของสังข์อสูร เมื่อทรงเอาพระเวทกลับคืนออกมาจากท้อง ของยักษ์สังข์อสูรได้จนหมดเรียบร้อยทุกพระคัมภีร์แล้ว พระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าจึงได้ทรงสาปยักษ์สังข์อสูรนั้นว่า ขอให้เจ้าจงมีสภาพ ร่างกายเป็นอย่างนี้และจงอยู่แต่ในน้ำสืบไป อย่าได้ขึ้นมาบนบกอีกต่อไปเลย เมื่อชาวมนุษย์ทำงานมงคลใด ๆ จึงค่อยมาจับเอา ตัวเอ็งไปร่วมในงานพิธีมงคลนั้นด้วย เมื่อทรงสาปแล้วได้ทรงทิ้งร่างของยักษ์สังข์อสูร นั้นลงไปใน ในมหาสมุทรทันที แล้วจึงได้เอา พระเวทนั้นมาส่งคืนให้แก่พระพรหมผู้เป็นเจ้าของเดิม เมื่อยักษ์สังข์อสูรนั้นอยู่ในน้ำมหาสมุทรเนิ่นนานเข้าจึงได้กลับกลายมาเป็นหอยสังข์ และมีสภาพเหมือนกับคำที่พระนารายณ์ได้สาปไว้ทุกประการ ตามบริเวณร่างกายของหอยสังข์นั้น ได้มีรอยนิ้วพระหัตถ์ของพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้ายังปรากฏอยู่ในขณะที่พระองค์ทรงบีบปากเพื่อค้นหาคัมภีร์พระเวทเมื่อครั้งแรก และที่ปากของหอยสังข์จึงเป็นรอยยาวออกมานั้น ก็เพราะพระนารายณ์ท่านลากคัมภีร์พระเวทต่าง ๆ ออกมาทางปากครั้น เมื่อถึงเวลาจะทำพิธีมงคลต่าง ๆ จึงจะนำหอยสังข์นั้นมาเข้าร่วมอยู่ในงานพิธีมงคล อย่างพิธีแต่งงานเพราะหอยสังข์เคยเป็นที่บรรจุพระเวทต่าง ๆ ไว้ในท้องของตนจนครบทุกประการนั่นเอง

ป้ายกำกับ: , ,

ลำดับโปรแกรม งานเลี้ยงเย็น

ลำดับโปรแกรม งานเลี้ยงเย็น
พิธีจัดเลี้ยงตอนเย็น การจัดเลี้ยงตอนเย็น งานเลี้ยงเริ่ม 18.30 น.• ต้อนรับแขกหน้างาน - บ่าว-สาว และญาติ ยืนต้อนรับแขกหน้างาน - บ่าว-สาว ถ่ายรูปที่ซุ้มประตูกับแขกที่มาร่วมงาน (ในห้องประชุมอาจเปิดเพลงบรรเลง หรือมีนักร้องเริ่มร้องเพลงคลอไปเรื่อย ๆ ) • เริ่มโปรแกรมในห้องประชุม โดยพิธีกร (ถ้ามี)ขึ้นบนเวที และกล่าวต้อนรับแขก • เปิดตัวเจ้าบ่าว-เจ้าบ่าว อาจเป็น Presentation หรืออื่น ๆ ตาม concept งานที่เตรียมไว้ • พิธีการช่วงที่ 1 ประธาน-แขกกล่าวอวยพร - พิธีกรเชิญเจ้าบ่าว-เจ้าสาวขึ้นเวที - พิธีเชิญประธานในพิธี ขึ้นกล่าวอวยพร และคล้องพวงมาลัยให้คู่บ่าวสาว • พิธีการช่วงที่ 2 บ่าว-สาวกล่าวขอบคุณแขก - พิธีสัมภาษณ์บ่าว-สาว (ถ้ามีการแนะนำตัวใน Presentation) ก็ให้กล่าวขอบคุณแขกได้เลย - บ่าวสาวกล่าวขอบคุณแขก • พิธีการช่วง 3 ตัดเค้ก (ถ้ามี) - พิธีกรเชิญบ่าว-สาวจุดเทียน + ตัดเค้ก - บ่าว-สาว ตัดเค้กร่วมกัน - บ่าว-สาวนำเค้กมาให้พ่อแม่ และประธานในพิธี เสร็จพิธีการบนเวที • บ่าวสาวทักทายแขกตามโต๊ะ • บ่าว-สาว ส่งแขก • เตรียมตัว ส่งตัวบ่าว-สาว • ส่งตัวบ่าว-สาว ที่โรงแรม ลำดับโปรแกรมที่กล่าวมานี้ เป็นลำดับพิธีแบบคร่าวค่ะ ผู้อ่านลองนำไปปรับใช้กับงานดูนะคะ อาจต้องทำให้ละเอียด กว่านี้ และจะต้องระบุลำดับเวลาและคนรับผิดชอบด้วย เพื่อป้องกันการเกิดความผิดพลาดให้น้อยที่สุด
ปัญหาที่พบบ่อย ๆ ในลำดับพิธีการ เพื่อให้ลำดับงานดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ในแต่ละลำดับของโปรแกรม ควรมีทีมรับผิดชอบโปรแกรมรู้ลำดับงาน รู้ว่าจะประสานงานในแต่ละช่วงเวลากับใคร อย่างเหมาะสม เพื่อโปรแกรมจะไม่สะดุด พร้อมทั้งดูความเรียบร้อยภาพรวม ทั้งงานให้ด้วย หากขาดเหลือ หรือบกพร่องจุดไหนก็สามารถประสานงานกับทางโรงแรมให้รีบจัดการให้ โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะพบว่าเมื่อถึงหน้างานแล้วจะมีปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด เช่น - ไม่มีคนประสานงานกับเจ้าบ่าว เจ้าสาว, ประธาน, พิธีกร นักร้องนักดนตรี และอื่น ๆ เรื่องลำดับโปรแกรมในแต่ละช่วง ทำให้แต่ละท่านไม่ทราบว่าควรอยู่ตรงไหน ในช่วงเวลาไหน พอถึงโปรแกรม ก็หาตัวกันไม่เจอ ทำให้โปรแกรมบนเวที ต้องสะดุดรอ หรือ - ในช่วงการเปิด Presentation ที่เตรียมมาอย่างดี แต่ไม่มีการทดลองเปิดกับเครื่องฉายของโรงแรมก่อนเมื่อเปิดใช้จริง แล้วมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นภาพไม่ชัด หรือเสียงไม่ติด ก็ไม่มีคนควบคุมประสานแก้ปัญหากับฝ่ายเทคนิคของโรงแรม ทำให้สิ่งที่เราเตรียมมาแขกดูไม่รู้เรื่อง หรือเปิดแผ่นผิดเวลา ไปเปิดให้แขกดูในช่วงที่กำลังวุ่นวายกับการหาที่นั่ง แขกรู้ตัวอีกทีก็จบแล้ว เป็นต้น Donwload Script พิธีกร ได้ที่นี่

ป้ายกำกับ: ,

ลำดับพิธีแต่งงาน ช่วงเช้า

ลำดับพิธีแต่งงาน ช่วงเช้า ( งานแต่งงานแบบไทย ) ได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลจากผู้เข้าชมเวปไซต์

ฤกษ์ตั้งแต่ 9.19 น. – 10.30 น. (รวม 1 ชม. 20 นาที )

ลำดับพิธีแต่งงาน ช่วงที่ 1 เวลา 9.00 น. ฝ่ายชายเตรียมตั้งแถวเรียงลำดับขันหมาก ดังนี้
1.1. พานกล้วย ,อ้อย 2 พาน จำนวน 2 คน
1.2 พานขันหมากเอก 1 พาน จำนวน 1 คน
1.3 พานสินสอด พานทองหมั้น 2 พาน จำนวน 2 คน
1.4 พานแหวน 1 พาน จำนวน 1 คน
1.5 พานกล้วย ,มะพร้าวอ่อน 2 พาน จำนวน 2 คน
1.6 พานของหวาน 2 พาน จำนวน 2 คน
1.7 พานธูปเทียนแพสำหรับไหว้ผู้ใหญ่ 1 พาน จำนวน 1 คน



ลำดับพิธีแต่งงาน ช่วงที่ี่ 2 เวลา 9.19 น.

ฝ่ายชายเริ่มเดินขบวนขันหมาก โดยมีเถ้าแก่ หรือผู้ใหญ่เป็นผู้เดินนำขบวน

ลำดับที่สอง เป็น พ่อ – แม่ เจ้าบ่าว ติดตามด้วยเจ้าบ่าว จากนั้นจึงเป็นพานต่าง ๆ เดินเรียงมาเป็นคู่ ๆ ก่อนถึงประตูฝ่ายหญิงเตรียมพานหมากพลู
( พานรับขันหมากออกมาต้อนรับ )


ผู้รับผิดชอบคือ คุณ.............................. ฝ่ายเถ้าแก่ หรือแม่เจ้าบ่าวหยิบหมากพลูหนึ่งคำตามประเพณี
- เมื่อขบวนขันหมากเดินมาถึงประตู ญาติฝ่ายหญิง ( คุณ............................กับ คุณ.............................) จะกั้นประตูเงิน ประตูทอง พร้อมถามเจ้าบ่าวว่า
“มาทำไมค่ะ “ ฝ่ายเจ้าบ่าวต้องตอบว่า “มาขอเจ้าสาวไปเป็นแม่ศรีเรือน” จากนั้นก็จะยื่นซองมีสีชมพูจ่ายค่าผ่านประตู
- เมื่อเจ้าบ่าวผ่านประตูไปเรียบร้อยแล้วฝ่ายหญิงจะมารอรับขันหมาก (จัดผู้มารอรับพานจากฝ่ายชายดังนี้ )

พานต้นกล้วย ,อ้อย ( คุณ..................................................)
พานขันหมากเอก (คุณ....................................................)
พานเงิน – พานทอง ( คุณ....................................................)
พานแหวน ( คุณ....................................................)
พานกล้วย ,มะพร้าวอ่อน ( คุณ....................................................)
พานแหวน ,ของหวาน ( คุณ....................................................)
พานผลไม้ ( คุณ.....................................................)
( ฝ่ายหญิงใส่ซองเงิน 99 บาทลงพานขันหมากเอก ,พานสินสอด ,พานทองหมั้น ,พานแหวน .เพื่อเป็นศิริมงคล )

ลำดับพิธีแต่งงาน ช่วงที่ี่ 3 พิธีสู่ขอ ( ใช้เวลา 5 นาที ) เชิญญาติผู้ใหญ่ให้นั่งตามลำดับอาวุโส

เถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวจะคลี่ผ้าพานขันหมากออกส่งหมากพลูให้ฝ่ายหญิง เป็นการทักทายซึ่งฝ่ายหญิงจะรับมาถือพอเป็นพิธี

การเจรจาสู่ของ ( อย่างเป็นทางการ ) เถ้าแก่ฝ่ายชายจะแนะนำตัว และพูดจาไพเราะ อ้างว่าเด็ก ๆ เขารักกัน อยากให้ได้ครองคู่อยู่กันไปแบบสามี – ภรรยา
ฝ่ายผู้ใหญ่ของเจ้าสาวจะเรียกเจ้าสาวมานั่งและถามว่า “ยินดีแต่งงานกับเจ้าบ่าวไหม” เจ้าสาวตอบว่า “ยินดีค่ะ”



ลำดับพิธีแต่งงาน ช่วงที่ี่ 4 พิธีการนับสินสอด ( ใช้เวลา 10 นาที ) มาสู่ขอเรียบร้อยแล้ว


เถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวจะนำพานสินสอดมาให้ฝ่ายหญิง ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจะนำพานใหญ่หน้ากว้างมารับขันหมากที่บรรจุสินสอด

เถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวจะคลี่ผ้าห่อขันหมากออกมาปูบนพานรับขันหมากของฝ่ายเจ้าสาวนำใบเงินใบทองออกมาปูเป็นคู่ ๆ บนพานรับขันหมากของฝ่ายเจ้าสาว
จากนั้นนำธนบัตร วางเรียงเป็นวงกลมบนพาน นำแก้วแหวนเงินทองต่าง ๆ ทับบนธนบัตร

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงนับสินสอด ( จะไม่นับก็ได้ ) พ่อแม่ฝ่ายหญิงช่วยกันโรยข้าวตอกดอกไม้ ,ถั่วเขียว ,งาดำ ลงในพานสินสอด
แล้วใช้ผ้าที่รองพานสินสอดมาห่อ เป็นถุง และให้แม่เจ้าสาวยกถุงสินสอดแนบอก และพาดบ่า พร้อมพูดแต่สิ่งดี ๆ จากนั้นจะนำไปเก็บรักษาไว้
( หรือจะมอบคืนคู่บ่าว – สาว เพื่อเป็นทุนต่อไปโดยมอบให้ตอนรับไหว้ )


ลำดับพิธีแต่งงาน ช่วงที่ 5 พิธีหมั่น ( ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ) ฤกษ์มงคล 9.29 หรือ 9.39 ฯลฯ


1. ผู้ใหญ่ฝ่ายชายและหญิง นั่งเป็นสักขีพยานในพิธีสวมแหวนหมั้น
2. เจ้าบ่าวสวมแหวนหมั้น และทองหมั้นให้เจ้าสาว
3. เจ้าสาวไหว้ขอบคุณเจ้าบ่าว ถ้ามีแหวนแลกกันก็สวมให้แก่กัน และกัน

ลำดับพิธีแต่งงาน ช่วงที่ 6 พิธีไหว้ผู้ใหญ่


พิธีกรเชิญพ่อแม่ของเจ้าบ่าว และเจ้าสาวก่อน แล้วจึงเชิญญาติผู้ใหญ่ของบ่าวสาวมานั่งทีละคู่ตามลำดับอาวุโส

คู่บ่าวสาว ก้มกราบ 1 ครั้ง

รับพานธูปเทียนแพจาก (คุณ............................) ส่งให้ผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่รับพาน

( คุณ................................) รับพานธูปเทียนแพจากผู้ใหญ่กลับมา
( คุณ............................และ คุณ .................................) ส่งพานผ้าไหว้ให้คู่บ่าว – สาว
คู่บ่าว – สาว นำผ้าไหว้ให้ผู้ใหญ่

ผู้ใหญ่รับผ้าไหว้ แล้วจะให้ของขวัญหรือซอง แก่คู่บ่าว – สาว พร้อมอวยพร

คู่บ่าว – สาว ก้มกราบขอบคุณ 1 ครั้ง

ลำดับพิธีแต่งงาน ช่วงที่ 7 พิธีหลั่งน้ำสังข์ ( ใช้เวลา 30 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใหญ่ )
- ประธาน หรือเถ้าแก่ นำคู่บ่าว – สาว ไหว้พระพุทธรูป และจูงขึ้นนั่งบนตั่งหลั่งน้ำสังข์ โดยที่ผู้ชายนั่งขวา ผู้หญิงนั่งซ้าย
( ฝ่ายหญิงอยู่ทางด้านซ้ายมือของฝ่ายชาย )
- ประธานสวมมงคลแฝด พร้อมเจิมแป้งที่หน้าผาก แล้วจึงหลั่งน้ำ กล่าวคำอวยพรแค่คู่บ่าวสาว จากนั้นพ่อแม่บ่าว – สาว ตามด้วยญาติ ๆ และแขก
ตามลำดับอาวุโส ร่วมหลั่งน้ำสังข์อวยพร บ่าว - สาว
( คุณ.............................................................) เพื่อนเจ้าสาว
( คุณ............................................................) ถือมงคลแฝด
( คุณ............................................................) ถือแป้งเจิม คอยส่งให้ประธาน
( คุณ...........................................................) คอยส่งขันน้ำมนต์ให้แขกหลั่งน้ำสังข์
( คุณ...........................................................) คอยแจกของชำร่วย และขอบคุณแขก หลังหลั่งน้ำสังข์เสร็จแล้ว


ลำดับพิธีแต่งงาน ช่วงที่ี่ 8 พิธีส่งตัวเข้าหอ


เชิญญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชาย หรือหญิงที่แต่งงานอยู่กินกันมานาน ไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน มาเป็นผู้ปูที่นอน พอเป็นพิธี

หยิบเครื่องพิธี ฟักเขียว แมวคราว หินบดยา ถุงเงิน ถุงทอง บรรจุถั่วเขียว งาดำ ข้าวตอก ดอกรัก ดอกบานไม่รู้โรย กลีบกุหลาบมาโปรยบนที่นอนบนเตียง
เรียกว่า “ ฤกษ์เรียงหมอน ( 21.09 น. – 21.39 น. )

ผู้ชายนอนทางขวา ผู้หญิงนอนทางซ้ายทำทีเป็นหลับแล้วทำทีเป็นตื่นมาทักทายกันด้วยคำหวาน ๆ พูดเรื่องที่เป็นมงคล แล้วจูงบ่าว – สาว ขึ้นบนเตียง
กล่าวให้ศิลให้พร ให้โอวาทในการครองเรือน

ญาติผู้ใหญ่ออกจากห้อง ทิ้งให้คู่บ่าว – สาว อยู่กันตามลำพัง...... ??....^ _ ^

- Download ลำดับพิธีงานแต่งงาน ได้ที่นี่ –



รายละเอียดที่ได้กล่าวนี้ เป็นขั้นตอนที่นิยมปฏิบัติอยู่โดยทั่วไป ทั้งนี้ผู้ที่ Download ไป ก็นำไปปรับแก้ไขให้เข้ากับ
ประเพณีีที่นิยมปฏิบัติกันในพื้นที่นั้น ๆ ตามความเหมาะสม

Centerwedding.com ขอขอบคุณ คุณพ่อประเสริฐ ปานอินทร์ ( พิธีกรการกุศล ประจำหมู่บ้าน ) ที่ให้ความรู้และเอื้อเฟื้อ
รายละเอียดต่าง ๆ ในลำดับพิธีการนี้

ป้ายกำกับ: ,

ขั้นตอนพิธีแต่งงานแบบไทยแต่งงานแบบไทย

ขั้นตอนพิธีแต่งงานแบบไทยแต่งงานแบบไทย
*** เครื่องขันหมากหมั้น
หลายคนเคยได้ยินแต่ขบวนขันหมากแต่ง แต่ไม่รู้ว่ามีขันหมาก สำหรับพิธีหมั้นด้วย
ซึ่งพิธี ก็เหมือนเป็นการประกาศว่า ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ
ขบวนขันหมากหมั้น จะมีขันใส่หมาก และขันใส่ของหมั้น

ขันใส่หมาก จะมีหมากดิบ 8 ผล พลู 4 เรียง (เรียงละ 8 ใบ) หรืออาจใช้
มากกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับธรรมเนียมของแต่ละท้องถิ่น ขอแค่ให้เป็นจำนวนเลขคู่

ขันใส่ของหมั้น ซึ่งในสมัยก่อน มักจะเป็นทองรูปพรรณ เครื่องเพชรพลอย สร้อยต่างหูกำไล
หรือแหวนทองมรดก จากบรรพบุรุษ ห่อไว้ด้วยผ้าหรือกระดาษสีแดง ให้เรียบร้อย สวยงาม ก่อนบรรจุ
ลงในขัน สมัยนี้เปิด ผ้าแดงออกมามีแต่ธนบัตรล้วนๆ หลายปึกเรียงซ้อนกัน ก็นับว่าเข้าทีเหมือนกัน

ขันประกอบ มีการเพิ่มขันที่สามเข้าไปเพื่อเป็นขันประกอบโดยบรรจุใบเงินใบทอง ถุงเล็ก
ถุงน้อยที่ใส่ข้าวเปลือก ข้าวตอก ถั่วเขียว และงา (เป็นจำนวนคู่) ซึ่งจัดไว้เพื่อเอาความหมาย
เกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองและความงอกงามในวันข้างหน้า ส่วนขันใส่หมาก ขันใส่ของหมั้น
ขันใส่ข้าวเปลือก ถั่วงา และใบเงินใบทอง ทั้งหมดจัดแต่งอย่างประณีต อาจมีการเย็บใบตองจับจีบ
ประดับด้วยมาลัย ดอกรักและบานไม่รู้โรยแล้วคลุมด้วยผ้าอย่างดีให้เรียบร้อยสวยงาม


***การเจรจาหมั้นหมาย
เมื่อผู้ใหญ่ทางฝ่ายชายให้คนยกเครื่องขันหมากหมั้นลงจัดวางเรียบร้อยแล้ว จึงเจรจากับผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง แจกแจงว่า
ของที่นำ มาหมั้นมีอะไรบ้าง พอให้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเปิดดูข้าวของว่าถูกต้องครบถ้วนแล้ว ค่อยให้คนของฝ่ายตัวเองยกของทั้งหมด
เข้าไปเก็บ ตามตัวเจ้าสาวออกมารับหมั้น หลังจากนั้นจึงส่งภาชนะถาดขันทั้งหลายเหล่านั้นออกมาคืน ซึ่งส่วนใหญ่ครอบครัวฝ่ายหญิง
มักเตรียม ของขวัญเล็กน้อยมีมูลค่า ต่างกันไปตามสถานะผู้รับไว้ให้ขบวนของฝ่ายชายครบทุกคนด้วย นอกจากนี้ในสมัยก่อน
บ้านฝ่ายหญิงอาจ ต้องเตรียมพานใส่หมากพลูไว้ต้อนรับผู้ใหญ่ฝ่ายชายด้วย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครกินหมาก ก็จะละไว้ไม่ต้องจัดเตรียม
เรื่องของพิธีหมั้น มีบางกรณีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ว่าจัดรวบเสียวันเดียวกับงานแต่งก็ได้ โดยยกขบวนทั้งของหมั้นของแต่ง
ในคราวเดียวเพื่อ ความสะดวก สำหรับกรณีที่ไม่เคร่งครัดจะไม่มีหมากพลูของหมั้นขันถาดอะไรเลย แค่ล้วงหยิบกล่องใส่แหวน
ออกมาจากกระเป๋า เสื้อเท่านั้นก็ย่อมได้ ถ้าทำความเข้าใจกันไว้แล้วอย่างดีแล้วค่อยไปให้ความสำคัญกับรายละเอียด
ของงานแต่งเพียงอย่างเดียวก็พอ


***เครื่องขันหมากแต่ง
ขันหมากงานแต่งก็คล้ายกันกับขันหมากหมั้น เพียงแต่มีเครื่องประกอบเยอะกว่า มีการจัดหมวดหมู่ต่างออกไป คือต้องจัดแยก
เป็นขันหมากเอก และขันหมากโท ซึ่งฝ่ายเจ้าบ่าวจะทำหน้าที่ยกไป เพื่อมอบใหเกับครอบครัวของฝ่ายเจ้าสาว ขันหมากเอก
ประกอบด้วยขันหมากบรรจุหมากพลู หรืออาจจัดแยกเป็นหมากหนึ่งขันและพลูอีกหนึ่งขันก็ได้ จากนั้นต้องมีขันเงินสินสอดตามจำนวน
ที่ได้ตกลงกันไว้ โดยบางตำราระบุว่า ควรจะต้องมีถุงเล็ก ถุงน้อยใส่ถั่วงา ข้าวเปลือก ข้าวตอกใสามาในขันนี้ด้วย แต่ธรรมเนียมบางแห่ง
จัดแยกกัน คือจัดเงินสินสอดใส่ห่อผ้าลงในขันหนึ่ง แล้วจัดถุงข้าวและถั่วงาลงขันอีกใบหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรสิ่งสำคัญคือ ต้องตกแต่ง
ให้เรียบร้อยสวยงาม เช่นประดับ มาลัยดอกรักบาน ไม่รู้โรย ใบตองประดิษฐ์ และมีผ้าคลุมไว้ทุกขันเพื่อความเหมาะสม และต้องจัดให้
ขันบรรจุหมากพลูมีขนาดใหญ่กว่าขันอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ ขันหมากเอกประกอบด้วยพานผ้าไหว้และเตียบเครื่องคาวหวาน จัดไว้เป็น
จำนวนเลขคู่ตามเคย พานไหว้ ได้แก่ พานใส่ผ้าสำหรับไหว้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง โดยมากจัด 3 สำรับ สำรับแรกเป็นผ้าขาวสำหรับนุ่ง 1 ผืน
และห่ม 1 ผืน เทียนและธูปหอม ดอกไม้อีกกระทง อันนี้สำหรับเซ่นไหว้ผีปู่ย่าตายาย ส่วนอีก 2 สำรับใช้ไหว้พ่อและแม่เจ้าสาว
ไม่ต้องมีธูปเทียนและดอกไม้ กรณีที่ปู่ย่าตายายยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ต้องจัดพานผ้าไหว้เซ่นบรรพบุรุษ หรือผ้าไหว้สำหรับพ่อตาแม่ยาย
แทนที่จะใช้ผ้าเป็นผืนอาจเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่ท่านจะนำไปใช้งานได้จริง เตียบ คือภาชนะชนิดหนึ่งสำหรับใส่เครื่องของกิน
เป็นตะลุ่มที่มีปากผายออกและมีฝาครอบ เตียบเครื่องคาวหวานในเครื่องขันหมากเอก มีไว้เพื่อเซ่นไหว้ผีปู่ย่าตายายหรือผีบ้านผีเรือน
ของบ้านเจ้าสาว โดยให้จัดไว้ 4 เตียบ เตียบแรกจะใส่เหล้า 1 ขวด เตียบสองไก่ย่าง 1 ตัว เตียบสามใส่ขนมจีนน้ำยาและห่อหมกปลา
เตียบสี่เป็นมะพร้าวอ่อน ส้ม กล้วย รวมกับขนมหวานชนิดอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ ด้วยแต่ละท้องถิ่นมีธรรมเนียมนิยม
เรื่องอาหารต่างกันออกไปอยู่แล้ว ขอเพียงให้มีเหล้า 1 เตียบ และผลไม้ของหวาน 1 เตียบ ก็เป็นอันใช้ได้ ส่วนตัวเตียบนั้นอาจ
ดัดแปลงเปลี่ยนเป็นพานหรือถาดก็ไใช้ได้เช่นกัน แต่ขอให้เตรียมผ้าสวยๆ ไว้คลุมปิดให้เรียบร้อยเป็นพอ (ในบางงานตัดการจัดเตียบ
ออกไปเลยเพราะปู่ย่าตายายก็ยังอยู่กันครบแถมไม่ได้จัดงานที่บ้านจึงไม่ ต้องเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือน) ขันหมากโท เป็นเครื่องของประเภท
ขนมและผลไม้ บรรจุมาในขันหรือภาชนะอื่น เช่นถาดหรือ พาน ชนิดของขนมและผลไม้ไม่จำกัด ต่ส่วนมากมักใช้ชนิดที่นิยมในงานมงคล
มีกล้วย ส้ม มะพร้าวอ่อน ขนมชั้น ฝอยทอง ข้าเหนียวแก้ว กะลาแม จัดเป็นคู่ทั้งจำนวนชิ้นขนม จำนวนภาชนะที่บรรจุ แล้วปักธงกระดาษ
สีแดงตกแต่งไว้ตรงกลางทุกขันหรือทุกถาด




***องค์ประกอบของขบวนขันหมาก
ลำดับขั้นก่อนหลังการจัดขบวนนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยเถ้าแก่ของฝ่ายเจ้าบ่าว ตามมาด้วยคนยกขันหมากเอก ซึ่งต้องเรียงตามลำดับ
คือ คนยกขันหมากพลู ขันเงินสินสอด ขันผ้าไหว้ และเตียบ หลังจากนั้นถึงต่อท้ายด้วยคนยักขันหมากโทอีกที ที่เห็นกันบ่อยๆ จนแทบ
จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของขบวนขันหมาก คือวงกลองยาวที่ตีฆ้องร้องรำนำหน้าขบวนกันมา สิ่งที่ช่วยสร้างสีสันอีกอย่าง ได้แก่
การตกแต่งหน้าขบวน ซึ่งนิยมใช้ต้นอ้อย 1 คู่ ถือเป็นการเอาเคล็ดเรื่องความหวาน ในบางท้องถิ่นใช้ต้นกล้วย 1 คู่แทน หมายถึง
การมีลูกหลานมากมาย และที่ใช้ทั้งกล้วยทั้งอ้อยก็เหฌนกันอยู่บ่อยๆ ส่วนวงกลองยาวและต้นกล้วยต้นอ้อย หากสถานการณ์ ไม่อำนวย
ไม่ต้องมีก็ได้ เพราะไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญ แต่โดยส่วนมากก็มักจะอยากให้มีประกอบอยุ่ในขบวนด้วยเพื่อความสนุกสนานเฮฮา
ของทั้งเจ้าภาพและของแขกที่มาร่วมงาน ส่วนใหญ่แล้วผู้ทำหน้าที่ยกข้าวของเครื่อง ขันหมากเอกมักใช้ผู้หญิง ส่วนขันหมากโท
จะเป็นชายหรือหญิงทำหน้าที่ยกก็ได้




***การกั้นประตู
เป็นอีกเรื่องที่แรกเริ่มเดิมทีเป็นไปเพื่อความสนุก แต่ภายหลังแทบจะเป็นองค์ประกอบหลักของงานแต่งงานไปทีเดียว
การกั้นประตู คือการขวางทางขบวนขันหมากฝ่ายเจ้าบ่าวไว้เมื่อเคลื่อนเข้ามาในเขตบ้านเจ้าสาว โดยใช้คนสองคนถือสิ่งของที่มีลักษณะ
ยาวออกกางกั้นไว้ หากไม่มอบของกำนัลให้ ก็จะไม่ยอมให้ผ่านเข้าไปได้ การกั้นประตูจะต้องทำโดยญาติพี่น้องหรือลูกหลาน
ในครอบครัวเจ้าสาว ส่วนใหญ่มักทำกัน 3 ครั้ง ครั้งแรกใช้ผ้ากางกั้นไว้ เรียกว่าประตูชัย ประตูที่สองใช้ผืนแพร เรียกว่า ประตูเงิน
สุดท้ายกั้นด้วยสายสร้อยทอง เรียกว่า ประตูทอง ในแต่ละประตู เถ้าแก่ ของเจ้าบ่าวจะต้องเจรจาเพื่อมอบของขวัญ
(ส่วนมากนิยมใช้ซองใส่เงิน) ก่อนจะผ่านประตูไปได้ ซึ่งมูลค่าของขวัญมักจะต้องสูงขึ้นตามลำดับด้วย


*** การรับขันหมาก

เมื่อขบวนขันหมากผ่านเข้ามาจนถึงตัวบ้านแล้ว ฝ่ายเจ้าสาวต้องส่งเด็กผู้หญิงถือพานบรรจุหมากพลูออกมาต้อนรับเถ้า
แก่ฝ่ายเจ้าบ่าว เพื่อเป็นการรับขันหมากและเชิญให้เข้าสไปข้างใน เมื่อผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวออกมาต้อนรับพูดคุย และรับรู้เครื่องของ
ในขบวนแล้ว ก็รับข้าวของเหล่านั้นไว้ และทำการเปิดเตียบ (ในกรณีที่มีเตียบในขบวน) เพื่อจุดธุปเซ่นไหว้ต่อไป รายละเอียด
ขั้นตอนต่างๆ แต่ละท้องถิ่นก็ต่างกันไป ถ้าจะว่ากันโดยสรุปแล้ว เมื่อผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวนับสินสอดครบถ้วนแล้ว ก็ต่อด้วยการให้เจ้าสาว
กราบผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย แล้วจัดการเลี้ยงอาหารแขกที่มาร่วมงาน ซึ่งการเตรียมอาหารเป็นหน้าที่ของฝ่ายเจ้าสาว จากนั้นแจก
ของขวัญหรือซองเงินให้คนยกขันหมากมาในขบวน (รวมทั้งให้ตัวเถ้าแก่ฝ่ายชายด้วย)


***การหลั่งน้ำสังข์
ขั้นตอนการหลั่งน้ำสังข์ให้มีในวันยกขบวนขันหมาก หรือจัดแยกวันไว้ในภายหลังก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวก หรือ ฤกษ์ยาม
โดยเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวจะพาคนทั้งสองมานั่งบนแท่นสำหรับหลั่งน้ำ แล้วเชิญประธานในพิธีจุดธูปเทียน
จากนั้นสวมมงคลแฝดบนศรีษะเจ้าบ่าวเจ้าสาว แล้วโยงสายสิญจน์ไปยังหม้อน้ำมนต์เจิมหน้าผากด้วย แป้งเจิม แล้วเริ่มหลั่งน้ำสังข์
ให้กับคู่บ่าวสาว อาจมีบางแห่งที่ปฏิบัติต่างกันไปบ้าง คือ ให้บ่าวสาวเป็นผู้จุดธูปเทียนบูชาพระแทน การรดน้ำสังข์นั้น จะรดเจ้าบ่าว
หรือเจ้าสาวก่อนก็ได้ (แต่นิยมให้เจ้าบ่าวนั่งทางขวามือ)และจะรดบนศรีษะหรือบนมือที่มีพานดอกไม้รองรับอยู่ แต่เพื่อความเรียบร้อย
จึงเป็นที่รู้กันว่าการรดบนศรีษะนั้นสงวนไว้ให้สำหรับผู้ใหญ่ประธานในพิธีผู้รดเป็นคนแรก และให้ศีลให้พรไปด้วย จากนั้นก็เป็นผู้ใหญ่
ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะให้พรไปพร้อมกับหลั่งน้ำ ส่วนคิวต่อๆ ไป มักเรียงลำดับตามอาวุโส ที่น่าสังเกตก็คือ ผู้หลั่งน้ำที่อายุรุ่นเดียวกัน
หรือยังไม่แต่งงานมักไม่นิยมให้พูดจาให้ศีลให้พรแก่คู่บ่าวสาว เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการหลั่งน้ำสังข์แล้ว จะจัดให้มีงาน เลี้ยงฉลอง สนุกสนาน
กันอย่างไร สำหรับเรื่องงานเลี้ยงงานแต่งงาน สมัยนี้การที่ฝ่ายเจ้าสาวจะลุกขึ้นมาทำอาหารสำหรับ งานแต่งเห็นจะมีน้อยเต้มที เพราะ
ต้องใช้กำลังคนจำนวนมาก และสถานที่ในบ้านอาจไม่กว้างพอ ดังนั้น การจ้างบริษัทจัดเลี้ยงหรือร้านอาหารให้จัดการให้ จึงเป็นวิธีที่
เหมาะกว่า ซึ่งรายการอาหารในงานแต่ง ไม่มีกำหนดตายตัวอะไร แล้วแต่ความชอบในท้องถิ่นหรือในครอบครัว เพียงแค่หลีกเลี่ยงอาหาร
รสจัดเกินควรและอาหารชื่อไม่เป็นมงคล เช่น ต้มยำต่างๆ ปลาร้าปลาแดก ตีนไก่ หอยขม ที่นิยมกันมาก ได้แก่ ขนมจีน เพราะเป็นเส้น
ยาว ให้ความหมายถึงชีวิตคู่ที่ยืดยาวนาน ส่วนขนมหวานงานแต่งนั้น นอกจากขนมชื่อมงคลต่างๆ แล้วยังมีขนมโบราณคือ ขนมกง
ขนมชะมด และขนมสามเกลอที่มักใช้ในงานแต่งงานอยู่เสมอ ทั้งสามชนิดทำจากแป้งหรือถั่วบด ปั้นและทอดในน้ำมัน แต่ใ่ช้ส่วนผสม
และวิธีทำต่างๆ กันไป ซึ่งร้านขนมไทยบางแห่งอาจยังพอทำเป็นอยู่บ้าง

*** พิธีส่งตัวเข้าห้องหอ

เรื่องของการเข้าหอโดยหลักๆ ว่าด้วยพิธี 2 อย่าง นั้นคือ การปูที่นอน และการส่งตัว สมัยนี้มีหลายแห่งที่ถึงแม้จะจัด
งานแต่งงานตาม ธรรมเนียมไทย แต่ก็ลดขั้นตอนพิธีเข้าหอเพื่อถือเคล็ดว่า บ่าวสาวจะได้มีชีวิตคู่ที่ดีเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่เป็นแบบอย่าง
คู่นี้ เพราะบางทีแต่งไม่ได้ จัดกันที่บ้านของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จัดในสถานที่จัดงานอื่นๆ ครั้นจะวิ่งวุ่นหนีแขกหรื่อจากงานเลี้ยงฉลอง
เพื่อกลับมาทำพิธีเข้าหอที่บ้านเจ้าสาว (หรือบ้านเจ้าบ่าว) ก็จะเป็นไปได้โดยลำบาก บางรายทีการปลูกเรือนหอเพื่อรอย้ายเข้าไปอยู่
หากยังตกแต่งไม่เสร็จ ็ไม่รู้จะจัดพิธีเข้าหออย่างไร หรือกรณีที่ส่วนมากจัดงานเลี้ยงฉลองกันในโรงแรม โดยเจ้าบ่าวสาวพักค้างคืน
เสียเลยในโรงแรมนั้น พิธีการต่างๆ เกี่ยวกับการเข้าหอก็อาจยุ่งยาก เกินกว่าจะเตรียมการได้อย่างครบถ้วน มีข้อสังเกตว่า ตามประเพณี
ีดั้งเดิมนั้น เขาไม่มีการส่งตัวเข้าหอกันในวันแต่งงานทว่าต้องรอฤกษ์ดี สำหรับ การนี้โดยเฉพาะในวันหลัง ซึ่งบางทีนั้นก็อาจจะ
นอนหลายวันนับจากวันแต่งงานไปอีกก็ได้

พิธีปูที่นอน

เป็นการจัดปูที่นอนในห้องหอคืนส่งตัว เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของคู่บ่าวสาวต่อไปในอนาคตเดิมนั้นพ่อแม่ฝ่าย
เจ้าสาว จะเชิญผู้ใหญ่คู่สามีภรรยาซึ่งชีวิตครอบครัวมีความสุขสมบูรณ์ ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยทะเลาะหรือขัดแย้งกัน ต้องมีลูกแล้ว
และลูกเป็นคนดีด้วย เพื่อถือเคล็ดว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะได้มีชีวิตคู่ที่ดีเช่นเดียวกัน ผู้ใหญ่ที่ทำพิธีปูที่นอนนี้ต้องอาบน้ำให้สะอาด
แต่งตัวเรียบร้อยสวยงามดีก่อน แล้วจึงเข้ามาในห้องหอเพื่อจัดเรียงหมอน 2 ใบ แล้วปัดที่นอนพอเป็นพิธี ไม่จำเป็นต้องปูที่นอน
เองทั้งหมด จริงๆ ก็ได้ จากนั้นจัดวางข้าวของ ประกอบพิธีลงบนที่นอนอันได้แก่ หินบดยาหรือหินก้อนเส้าซึ่งใช้ก่อไฟในครัว
หมายถึงความหนักแน่น ฟักเขียว หมายถึงความอยู่เย็นเป็นสุขแมวคราว (แมวตัวผู้ที่อายุมากแล้ว) หมายถึงการอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน
พานใส่ถุงข้าเปลือก งา ถั่วทองหรือถั่วเขียว ซึ่งล้วนหมายถึง ความเจริญงอกงาม และขันใส่น้ำฝน เป็นความเย็น ความสดชื่นชุ่มฉ่ำ
หรือบางแห่งอาจเพิ่มถุงใส่เงินด้วยในระหว่างจัดวางของ จะให้ศิลให้พร ไปด้วย จากนั้นผู้ใหญ่ทั้งคู่ก็จะนอนลงบนที่นอนนั้น
ฝ่ายหญิงนอนทางซ้าย ฝ่ายชายนอนทางขวา แล้วกล่าวถ้อยคำที่เป็นมงคลต่าง ๆ แก่ชีวิตคู่

การส่งตัว

แต่ดั้งแต่เดิมมาผู้ใหญ่จะนำเจ้าสาวเข้ามาส่งตัวในห้องหอซึ่งเจ้าบ่าวเข้ามาคอยอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่ว่าส่งทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาว
เข้ามาพร้อมๆ กันเหมือนสมัยนี้ การส่งตัวไม่มีอะไรซับซ้อน ส่วนสำคัญของพิธีอยู่ที่คู่ผู้ใหญ่ซึ่งทำพิธีปูที่นอนนั้นพาเจ้าบ่าว
เข้ามาในห้องหอ เจิมหน้าผากอวยพร จากนั้นค่อยนำเจ้าสาวเข้าห้องหอตามมา โดยเจ้าสาวต้องกราบพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่
ฝ่ายของตัวเอง เพื่อเป็นการขอพร เมื่อเจ้าสาวเข้ามา ในห้องหอแล้ว แม่เจ้าสาวต้องเป็นผู้พามามอบให้กับเจ้าบ่าว พร้อมพูดจาฝากฝัง
ให้ช่วยดูแล จากนั้นจะกล่าวให้โอวาทเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ ในขั้นตอนนี้ ธรรมเนียมบางท้องถิ่นจะให้พ่อแม่เจ้าสาวเป็นผู้กล่าว
บางแห่งก็ให้กล่าวทั้งพ่อแม่เจ้าสาวและเจ้าบ่าว หรือบางแห่งให้ผู้ใหญ่ คู่เดิมซึ่งทำพิธีปูที่นอนเป็นผู้กล่าวแทนพ่อแม่ไปเลยก็มี
ซึ่งพอให้โอวาทจบ ก็ถือเป็นอันเสร็จพิธี

ป้ายกำกับ: ,

ขั้นตอน งานแต่งงานแบบไทย

ขั้นตอน งานแต่งงานแบบไทย

ประเพณีแต่งงานแบบไทย มีขั้นตอนดังนี้

พิธีตักบาตรร่วมขัน

ฝ่ายชายจะเป็นผู้มาร่วมพิธีตักบาตรเลี้ยงพระที่บ้านฝ่ายหญิงในตอนเช้าของวันงานพิธี โดยคู่บ่าวสาวจะตักบาตร
โดยใช้ทัพพีและใช้ขันใส่ข้าวใบเดียวกัน จากนั้นเจ้าบ่าวจึงจะออกไปตั้งขบวนเตรียมสู่พิธีแห่ขันหมากต่อไป

พิธีแห่ขันหมาก

เสียงตีกลองโห่ร้องอย่างครึกครื้นของขบวนขันหมากฝ่ายเจ้าบ่าวนี่เองที่เพื่อนบ้านจะรู้โดยทั่วกันว่ามีงานมงคล
กับลูกสาวบ้านนี้แล้ว โดยในยุคปัจจุบันนิยมจัดพิธีหมั้นและพิธีแต่งงานในวันเดียวกัน ดังนั้นจึงมีการรวบรัดให้การดำเนิน
พิธีต่าง ๆ รวดเร็วมากขึ้น ทำให้มีการยุบรวมเอาขนหมากหมั้นและขันหมากแต่งเข้าไว้ด้วยกัน
ขันหมากแต่งอาจยุ่งยากกว่าขันหมากหมั้นเล็กน้อยคือมีทั้ง “ขันหมากเอก” ที่บรรจุหมากพลู ถุงห่อถั่วงา
เตียบสำหรับใส่หมูต้ม ห่อหมก ขนมจีนแล้วปิดฝาหุ้มคลุมด้วยผ้าแพรหรือผ้าไหมให้สวยงาม ส่วน “ขันหมากโท”
จะเป็นการบรรจุผลไม้และขนมต่าง ๆ ที่มีชื่อเป็นมงคล อาทิ ทองเอก ฝอยทอง ซึ่งนิยมจัดเป็นคู่เพื่อความเป็นสิริมงคล
นอกจากนี้ต้องเตรียมพานไหว้และพานธูปเทียนไว้สำหรับพิธีรับไหว้ ซึ่งจะมีทั้งต้นกล้วย ต้นอ้อยมะพร้าวอ่อน พานใส่เหล้า
แต่หากไม่อยากให้ขบวนขันหมากดูเอิกเกริกจนเกินไป สามารถตัดในส่วนของต้นกล้วย ต้นอ้อย หรือขันหมากโทออกก็ได้
และสำหรับของหมั้นที่นิยมนำมาใช้ประกอบในพิธีก็คือของมีค่า เช่น ทองคำ หรือแหวนเพชร รวมทั้งเงินสินสอดและเงินทุน
ซึ่งจะถูกนำมาจัดรวมไว้ในขันหมาก โดยทั่วไปนั้นจะใช้การโห่ร้องรับกัน 3 ลา (ครั้ง) เพื่อเป็นการให้สัญญาณ และเมื่อ
ขบวน เดินทางมาถึงบ้านฝ่ายเจ้าสาวแล้วก็จะใช้การโห่ร้องรับกัน 3 ลา อีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการบอกกล่าวฝ่ายครอบครัว
เจ้าสาว ว่าขบวนขันหมากได้เดินทางมาถึงแล้ว

พิธีปิดหรือกั้นประตู

เมื่อขบวนขันหมากของฝ่ายชายเดินทางมาถึงบ้านของฝ่ายหญิง บรรดาญาติพี่น้องของฝ่ายหญิง จะออกมา
กั้นประตู โดยถือสร้อยเงิน สร้อยทอง หรือผ้าแพรคนละฝั่งเพื่อทำเป็นประตู ซึ่งถ้าอิงประเพณีดั้งเดิมนั้นมีหลัก ๆ
เพียง 3 ประตู คือ ประตูชัย ประตูเงิน และประตูทอง (ตามลำดับ) แต่ก่อนที่ฝ่ายชายจะผ่านแต่ละประตูไปจะต้องบอก
ชื่อประตูให้ถูกต้อง และต้องให้ซองแถมพก (ซองใส่เงิน) แก่ผู้เฝ้าประตู ส่วนสาเหตุที่ต้องบอกชื่อประตูนั้น ก็เพื่อเป็น
อาณัติสัญญาณบอกให้รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ทว่าการกั้นประตูในปัจจุบันนั้นเห็นจะมุ่งเน้นไปที่ การต่อรอง ขอค่าผ่านประตู
ในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นกุศโลบายของคนโบราณให้เกิดการหยอกล้อเพื่อความสนุกสนานเสียมากกว่า หลังจาก
ผ่านประตูทุกด่านเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายหญิงจะจัดเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ถือพานรองหมากพลูไว้รอเชิญขบวนขันหมาก
ของเจ้าบ่าวขึ้นเรือน ซึ่งเจ้าบ่าวต้องเตรียมซองเงินไว้เป็นรางวัล สำหรับเด็กที่มารอรับขบวนขันหมาก

พิธีนับสินสอด

ในพิธีการนับสินสอดนั้นจะกระทำต่อหน้าสักขีพยานของทั้งสองฝ่าย โดยมีผู้ใหญ่ของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย
เป็นผู้ดูแลให้เป็นไปตามขั้นตอน การนับสินสอดนั้นจะเริ่มโดยการวางเงินสินสอดบนผ้าแดงหรือผ้าเงินผ้าทอง จากนั้น
ฝ่ายหญิงจะทำการตรวจนับตามธรรมเนียมประเพณี ด้วยเงินสินสอดนั้นโบราณเข้าให้ใส่เกินจำนวนไว้เล็กน้อย
เพราะเมื่อถึงเวลาที่ฝ่ายหญิงทำการตรวจนับจะได้ร้องอุทานว่า “เงินเกิน” หรือ “เงินงอก” เป็นเคล็ดว่าต่อไปครอบครัว
จะได้มีเงินไหลมาเทมา เสร็จแล้วญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะทำการโปรยถั่ว ข้าวตอก ดอกไม้ ฯลฯ ลงบนสินสอด
จากนั้นแม่ฝ่ายเจ้าสาวจะห่อสินสอดด้วยผ้าและแบกขึ้นไว้บนบ่า (ตามประเพณีต้องแบกขึ้นบนบ่าเท่านั้น) และให้พูด
เอาเคล็ดว่า “ห่อนี้หนักเสียจริง ๆ คงมีเงินทองงอกเงยออกมามากมายเต็มบ้านเต็มเรือน”

พิธีสวมแหวนหมั้น

จะกระทำต่อหน้าสักขีพยานเช่นกัน ซึ่งในที่นี้หมายถึง บิดา มารดา และญาติสนิท รวมถึงเพื่อนฝูงของทั้งฝ่ายชาย
และฝ่ายหญิง ซึ่งเมื่อถึงฤกษ์ที่เป็นมงคลแล้วฝ่ายชายจึงทำการสวมแหวนหมั้นให้แก่ฝ่ายหญิง จากนั้นฝ่ายหญิง
จะรับไหว้พร้อมกับสวมแหวนแลกกับฝ่ายชาย แต่ที่จริงแล้วของหมั้นนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นแหวนเสมอไป อาจใช้สร้อยคอ
กำไล ทองแท่งเป็นของหมั้นก็ได้ แต่ที่นิยมเลือกแหวนก็เพราะเป็นของมีค่าที่ทั้งสองคนสามารถใส่ติดตัวได้ตลอดเวลา

พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์

พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์หรือเรียกง่าย ๆ ว่าการรดน้ำสังข์นั้น เริ่มจากการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
แล้วจึงไปนั่งบนตั่งรดน้ำที่เตรียมไว้ โดยให้ฝ่ายหญิงนั่งทางซ้ายและฝ่ายชายนั่งทางขวา ตลอดการรดน้ำเพื่อนเจ้าบ่าว
และเพื่อนเจ้าสาวฝ่ายละ 2 คนยืนประกบอยู่ด้านหลังที่สำคัญต้องเป็นคนโสด จากนั้นเถ้าแก่หรือพ่อแม่ของคู่บ่าวสาว
จะสวมมาลัยและมงคลคู่พร้อมกับเจิมที่หน้าผากและเริ่มรดน้ำก่อนตามด้วยญาติผู้ใหญ่ แขกเหรื่อที่อาวุโสกว่า
ตามด้วยญาติมิตรและเพื่อนฝูงตามลำดับ พิธีนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญของพิธีแต่งงานเลยทีเดียว เพราะเมื่อทำการ
หลั่งน้ำพระพุทธมนต์เรียบร้อยแล้ว ก็เป็นอันว่าชายหญิงคู่นั้น ๆ เป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามธรรมเนียม

พิธีรับไหว้

หลังพิธีรดน้ำเสร็จสิ้นจะเป็นพิธีไหว้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือเพื่อเป็นการฝากเนื้อฝากตัว ถ้าเป็นพ่อแม่
และญาติผู้ใหญ่ต้องกราบ 3 ครั้ง ส่วนญาติคนอื่น ๆ ให้กราบเพียงครั้งเดียวไม่ต้องแบมือ แล้วจึงส่งพานธูปเทียนให้
ผู้ใหญ่จะรับไหว้และให้พร พร้อมกับใส่เงินลงในพานให้เป็นเงินทุน บางแห่งอาจมีการผูกข้อมือด้วยสายสิญจน์
ในขณะอวยพร

พิธีปูที่นอนและส่งตัวเข้าหอ

พิธีนี้จัดได้ว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของคืนแต่งงาน สิ่งของมงคลที่ต้องเตรียมคือ ฟักเขียวลูกหนึ่ง
หม้อใหม่ใส่น้ำใบหนึ่ง หินบดยา และถั่วงาพร้อมทุนสินสอดวางไว้บนพาน แล้วนำไปวางไว้ข้างที่นอนเพื่อเป็น
เครื่องหมายสำหรับอำนวยพรว่า “ให้คู่บ่าวสาวมีใจเย็นเสมือนน้ำฟัก มีน้ำใจหนักดั่งศิลา มีแต่ความจำเริญ
วัฒนาเหมือนถั่วงา” จากนั้นผู้ใหญ่ฝ่ายบ่าวสาวจึงจัดแจงวางหมอนหนุนศีรษะ และให้ผู้ใหญ่คู่ที่ได้รับเชิญมา
จัดทำพิธีนี้ลงนอนก่อนเป็นปฐมฤกษ์ กล่าวให้ศีลให้พรแล้วจึงออกมาจาห้องหอ

พิธีจัดเลี้ยง

ขึ้นอยู่กับความสะดวกของคู่บ่าวสาว

ป้ายกำกับ: ,

Custom Search